.

คู่มือนำชมโบราณสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

การจัดการความรู้ (KM) ของสถาบันอยุธยาศึกษา พ.ศ.๒๕๖๒

ดาวโหลดคู่มือนำชมโบราณสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา (PDF)

 

คำนำ

สถาบันอยุธยาศึกษา เป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ดำเนินงานด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ และให้บริการข้อมูลด้านวัฒนธรรมอยุธยา

คู่มือนำชมโบราณสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาเล่มนี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์การทำงานด้านการนำชมโบราณสถานภายในมหาวิทยาลัยของบุคลากรในสถาบันอยุธยาศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดองค์ความรู้ และประสบการณ์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการศึกษาข้อมูลในการนำชมโบราณสถาน ลำดับเส้นทางท่องเที่ยวที่เหมาะสม การใช้ระยะเวลาในการนำเที่ยวแต่ละที่ การเลือกสรรเนื้อหาในการบรรยาย
และการพาชมจุดต่างๆ ในโบราณสถานแต่ละแห่ง เป็นต้น ความรู้ที่อยู่ในบุคลากรของสถาบันฯ เหล่านี้ ได้นำมาสู่กระบวนการจัดการความรู้ และถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคู่มือการนำเที่ยวฉบับนี้

ผู้ใช้งานคู่มือนำเที่ยวฉบับนี้ สามารถศึกษา และปฏิบัติตามความแนะนำต่างๆ โดยสามารถปรับประยุกต์ ให้เข้ากับบริบท และข้อจำกัดต่างๆ ในการนำเที่ยวของผู้ใช้งานเอง สถาบันอยุธยาศึกษามุ่งหวังว่าคู่มือฉบับนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งาน เข้าใจกลวิธีต่างๆ ในการนำชม ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเที่ยวแหล่งโบราณสถานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี

 

คำชี้แจง
การใช้คู่มือนำชมโบราณสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

  • คู่มือฉบับนี้ เป็นการแนะนำแนวทางการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
  • ผู้ใช้คู่มือฉบับนี้ ควรปรับปรุงให้เข้ากับบริบท หรือข้อจำกัดต่างๆ ในการจัดนำเที่ยวของตนเอง
  • คู่มือฉบับนี้ ไม่ใช่เนื้อหาสำหรับนำไปบรรยาย ผู้ใช้คู่มือควรศึกษาข้อมูลการบรรยาย จากแหล่งข้อมูลที่คู่มือฉบับนี้ได้แนะนำ
  • ประเด็นในการบรรยายโบราณสถานต่างๆ ในคู่มือฉบับนี้ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นมัคคุเทศก์ หากมัคคุเทศก์มีความรู้และความชำนาญในการบรรยายแล้ว ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำชมโบราณสถานของตนเอง
  • การเป็นมัคคุเทศก์ที่สามารถนำชมโบราณสถานได้ดีนั้น ต้องรู้จักใช้ข้อมูลทางวิชาการจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยผสานเข้ากับ
    ศิลปะในการพูด เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ให้แก่นักท่องเที่ยวฟังได้อย่างมีอรรถรส

เส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถานในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

เส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถาน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาที่สถาบันอยุธยาศึกษาแนะนำต่อไปนี้ เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว ในระยะเวลา ๒-๓ ชั่วโมง โดยรถรางล้อยาง

ผู้ใช้คู่มือฉบับนี้ ควรปรับปรุงให้เข้ากับโอกาส หรือข้อจำกัดต่างๆ ในการจัดนำเที่ยวของตนเอง โดยพิจารณาจากระยะเวลาการท่องเที่ยวที่ถูกกำหนดไว้ รวมทั้งงบประมาณ  อายุ และความสนใจ ของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

ทำไมต้องเป็นรถรางล้อยาง ?

ภายในมหาวิทยาลัยมีโบราณสถานตั้งอยู่หลายแห่ง และแต่ละแห่งก็มีระยะทางห่างกัน จึงจำเป็นต้องมียานพาหนะในการเดินทางระหว่างแหล่งโบราณสถานต่างๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว หรือแขกของมหาวิทยาลัย และยังเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทางด้วย ซึ่งรถรางล้อยางสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง ๒๕ คน นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ ๒ ข้างทางได้อย่างชัดเจน และมีเครื่องขยายเสียงบนรถ จึงเหมาะสมสำหรับใช้พาหนะในการนำชมโบราณสถานภายในมหาวิทยาลัย

เช่ารถรางล้อยางได้ที่ไหน ?

ผู้นำเที่ยวสามารถติดต่อเช่ารถรางล้อยางได้ที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย อัตราค่าบริการ  ๓ ชั่วโมง ๑,๕๐๐ บาท ต่อคัน นั่งได้คันละ ๒๕ คน มีไมโครโฟนและลำโพงสำหรับบรรยายบนรถด้วย ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐๙๘ ๙๕๑ ๖๓๑๙

a

เส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถาน

สถาบันอยุธยาศึกษา ขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวโบราณสถาน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ในระยะเวลา ๓ ชั่วโมง โดยรถรางล้อยาง ดังนี้

s1

 

เส้นทางเดินรถรางใหม่ ย่อ]

 

เริ่มต้นและสิ้นสุดที่สถาบันอยุธยาศึกษา

คู่มือฉบับนี้ขอแนะนำให้ “สถาบันอยุธยาศึกษา” เป็นจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดของเส้นทาง เนื่องจากเป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย ที่มีความพร้อมในการเป็นแหล่งข้อมูลด้านวัฒนธรรมอยุธยา โดยมีศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว มีแบบจำลอง และแผนผังเส้นทางการท่องเที่ยวโบราณสถานที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีบุคลากรที่สามารถทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนำเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้สถาบันอยุธยาศึกษามีลานจอดรถ สำหรับใช้เป็นสถานีเริ่มต้นและสิ้นสุดการท่องเที่ยวภายในมหาวิทยาลัยได้

ชมวัดบรมพุทธาราม และสะพานบ้านดินสอเป็นลำดับแรก

การเลือกวัดบรมพุทธาราม และสะพานบ้านดินสอ เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ลำดับแรก หลังออกจากสถาบันอยุธยาศึกษานี้ จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดความ
ตื่นตาตื่นใจในการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งในด้านประวัติความเป็นมา และความร่มรื่นของสถานที่ ผู้นำเที่ยวสามารถให้ความสำคัญกับการบรรยายในสถานที่นี้ได้อย่างเต็มที่

 แล้วถ้าเลือกให้วัดบรมพุทธารามเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายล่ะ

บางครั้ง ผู้นำเที่ยว อาจมีความคิดว่า ควรเก็บสถานที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างวัดบรมพุทธารามและสะพานบ้านดินสอนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวจุดสุดท้าย เพื่อเป็น “ไฮท์ไลท์” ของเส้นทางการท่องเที่ยว โดยหวังว่านักท่องเที่ยวอาจรอคอยที่จะได้ชมสถานที่นี้ สร้างแรงจูงใจในการเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของรายการ

แต่จากประสบการณ์ในการจัดนำเที่ยวโบราณสถานต่างๆ พบว่า นักท่องเที่ยวมักจะมีความสนใจในสถานที่แรกๆ เท่านั้น จากนั้นความสนใจของท่องเที่ยวมักจะลดลงจากความเหน็ดเหนื่อย และอากาศที่ร้อนในการชมสถานที่ต่างๆ และยิ่งเมื่อเดินทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวในรายการท้ายๆ แล้ว นักท่องเที่ยวบางคน ต้องการพักเหนื่อย ทำให้อาจมีผู้ไม่สนใจฟัง หรือไม่เดินตามผู้นำเที่ยวหลายคน

ดังนั้น หากเลือกสถานที่นี้ เป็นจุดสุดท้ายของเส้นทางท่องเที่ยวแล้ว อาจจะทำให้ไม่สามารถแสดงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ได้เท่าที่ควร  นอกจากนี้ ในกรณีที่คณะท่องเที่ยวที่มีระยะเวลาในการท่องเที่ยวที่จำกัด หากจัดให้วัดบรมพุทธาราม อยู่ในลำดับสุดท้ายของรายการ อาจทำให้นักท่องเที่ยวพลาดโอกาสชม หรือมีเวลาในการชมสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้น้อยเกินไป

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ควรนำชมวัดบรมพุทธารามและสะพานบ้านดินสอ เป็นรายการแรกๆ ของเส้นทางท่องเที่ยว

 

ตัวอย่างรายการการท่องเที่ยวโดยรถรางล้อยาง ๓ ชั่วโมง

เวลา รายการ
๐๙.๐๐-๐๙.๒๐ น. สถาบันอยุธยาศึกษา (๒๐ นาที)
๐๙.๓๐-๑๐.๑๕ น. วัดบรมพุทธารามและสะพานบ้านดินสอ (๔๕ นาที)
๑๐.๒๕-๑๐.๔๕ น. วัดสิงหาราม (๒๐ นาที)
๑๐.๕๕-๑๑.๑๐ น. วัดสวนหลวงค้างคาว (๑๕ นาที)
๑๑.๒๐-๑๑.๔๐ น. อนุสรณ์สถาน เจ้าพระยาบวรราชนายก (๒๐ นาที)
๑๑.๕๐-๑๒.๐๐ น. สะพานเทพหมี (๑๐ นาที)
๑๒.๐๐ น. กลับถึงสถาบันอยุธยาศึกษา

 

แหล่งท่องเที่ยวที่ ๑ สถาบันอยุธยาศึกษา

10817005a2de4a2ea13390a6863a533e

สถาบันอยุธยาศึกษา เป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ดำเนินงานด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และสืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็นแหล่งข้อมูลทางการท่องเที่ยวโบราณสถานและสถานที่สำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยมีศูนย์ข้อมูลอยุธยาศึกษา เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือ งานวิจัย และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอยุธยา มีข้อมูล แบบจำลอง และแผนผังเส้นทางท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมทางวิชาการด้านวัฒนธรรมอยุธยาอยู่เป็นประจำ รวมทั้งมีบุคลากรที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนำชมโบราณสถานภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาได้

ด้วยความพร้อมของการเป็นแหล่งข้อมูล ทั้งบุคลากรและสถานที่ รวมถึงสถาปัตยกรรมของสถาบันอยุธยาศึกษา ที่เป็นอาคารทรงไทยภาคกลางหลังใหญ่ มีทัศนียภาพที่สวยงาม และมีสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น สถาบันอยุธยาศึกษา จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัย และเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยด้วย

จุดบรรยาย บนเรือนไทยสถาบันอยุธยาศึกษา

มัคคุเทศก์ พานักท่องเที่ยวขึ้นมานั่งพักที่หอกลาง บนเรือนไทยสถาบันอยุธยาศึกษา เพื่อกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการ อธิบายรายละเอียดการท่องเที่ยว รวมทั้ง
เล่าข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันอยุธยาศึกษา และแนะนำองค์ประกอบต่างๆ ของเรือนไทย
ภาคกลางพอสมควร

แหล่งข้อมูลการบรรยาย

ขอแนะนำแหล่งข้อมูลในการบรรยาย ในเบื้องต้นนี้ ๔ แหล่ง ดังนี้

เอกสารฉบับที่ ๑ รอบรู้ รอบรั้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ของสถาบันอยุธยาศึกษา หน้า ๒๕-๓๐  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ ความเป็นมา เหตุผลในการจัดตั้ง ตราสัญลักษณ์ ของสถาบันอยุธยาศึกษา

เอกสารฉบับที่ ๒ เว็บไซต์ สถาบันอยุธยาศึกษา http://asi.aru.ac.th มีข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันอยุธยาศึกษา ทั้งความเป็นมา ปรัชญา พันธกิจ วิสัยทัศน์ รวมถึงข่าวสารต่างๆ ของสถาบันอยุธยาศึกษา

เอกสารฉบับที่ ๓ ตำนานสถาปัตยกรรมไทย เล่มที่ ๑ ค้นคว้าได้ที่ศูนย์ข้อมูลอยุธยาศึกษา หนังสือเล่มนี้ ให้ข้อมูลความรู้ ที่จำเป็นในการบรรยายเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆ ของเรือนไทย

เอกสารฉบับที่ ๔ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เรื่องเรือนไทยภาคกลาง ซึ่งสามารถค้นคว้าได้ที่ เว็บไซต์ของ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  kanchanapisek.or.th เป็นแหล่งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ที่สามารถเข้าถึงได้สะดวก และมีความน่าเชื่อถือ สามารถใช้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง และภาคต่างๆ  รวมถึงองค์ประกอบของเรือนไทย

ประเด็นการบรรยาย

  • กล่าวแนะนำตนเอง และคณะ
  • อธิบาย แหล่งท่องเที่ยว ที่จะนำท่องเที่ยวไปชม
  • กล่าวแนะนำสถาบันอยุธยาศึกษา เช่น
    • เป็นหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ดำเนินงานด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และสืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
    • ความเป็นมา พอสังเขป
  • อธิบาย องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของเรือนไทย เช่น ชื่อเรียกและบทบาทการใช้งานของเรือนต่างๆ
  • ลักษณะเด่นของเรือนไทยภาคกลาง

หลังจากบรรยาย ประเด็นต่างๆ จนได้เวลาพอสมควรแล้ว มัคคุเทศก์ก็นำชมเรือนไทยหลังต่างๆ ของสถาบันอยุธยาศึกษา และ/หรือ ปล่อยให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพกับเรือนไทยตามอัธยาศัย โดยมัคคุเทศก์อาจยืนประจำจุดต่างๆ พร้อมให้ข้อมูลเมื่อมีนักท่องเที่ยวซักถาม เมื่อได้เวลาสมควรแล้ว นำนักท่องเที่ยวขึ้นรถรางล้อยาง เพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่อไป

แหล่งท่องเที่ยวที่ ๒ วัดบรมพุทธารามและสะพานบ้านดินสอ

ด

วัดบรมพุทธาราม และสะพานบ้านดินสอ เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และมีศิลปกรรมที่มีความสำคัญที่สุดในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากวัดบรมพุทธารามเป็นพระอารามหลวง ที่สมเด็จพระเพทราชาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระองค์  นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นด้วยร่มไทร และมีความสวยงามด้วยบรรยากาศของคลองฉะไกรน้อย คลองโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงนับว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด ถือเป็นไฮไลท์ที่สำคัญของการท่องเที่ยวในเส้นทางนี้

มัคคุเทศก์ให้รถรางจอดด้านหน้าทางเข้าชมวัดบรมพุทธาราม และนัดหมายให้รถรางล้อยางไปจอดรอที่หน้าวัดสิงหาราม (แหล่งท่องเที่ยวที่ ๓) ในกรณีที่บรรยายในวัดบรมพุทธารามเสร็จแล้ว ต้องการนำนักท่องเที่ยวเดินเท้าไปชมวัดสิงหาราม ซึ่งอยู่ใกล้กันเป็นลำดับต่อไป

ข้อควรระวัง !!!

มัคคุเทศก์ ควรนำนักท่องเที่ยว เดินเข้าที่ทางเข้าด้านหน้า ไม่ควรนำนักท่องเที่ยว เดินข้าม หรือฝ่ารั้วต้นไม้เตี้ยๆ ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้ปลูกไว้เป็นแนวกั้นเขตโบราณสถาน เนื่องจากจะส่งผลให้รั้วต้นไม้ ได้รับความเสียหาย เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายทัศนียภาพของแหล่งโบราณสถาน และภายในแนวรั้วต้นไม้นั้น มีลวดหนามซ่อนอยู่ อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวได้รับอันตรายได้ นอกจากนี้การพานักท่องเที่ยว เดินข้ามรั้ว แม้จะเป็นรั้วต้นไม้เตี้ยๆ ก็ตาม เป็นกิริยา มารยาท ที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย

ฟฟ

จุดบรรยายบริเวณวัดบรมพุทธารามและสะพานบ้านดินสอ

 

 จุดบรรยายที่ สะพานบ้านดินสอ

มัคคุเทศก์ ควรนำนักท่องเที่ยว เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าสะพานบ้านดินสอ เป็นจุดแรก  เนื้อหาที่สามารถบรรยายในจุดนี้ คือเรื่องภูมิสถานในบริเวณนี้ ทั้งสะพานบ้านดินสอ คลองฉะไกรน้อย ย่านป่าตอง ตลาด และถนนสายต่างๆ ในบริเวณนี้ เป็นการสร้างภาพอดีต ให้เกิดขึ้นในจินตนาการของนักท่องเที่ยว เสมือนเป็นการเนรมิตฉากบ้านเมือง
สมัยกรุงศรีอยุธยา ให้ปรากฏขึ้นมาแทนที่สภาพความเป็นไปในปัจจุบัน

แหล่งข้อมูลการบรรยาย

หนังสือ หรือ แหล่งข้อมูล ที่มัคคุเทศก์ต้องใช้ เพื่อนำมาบรรยายในจุดนี้ ประกอบไปด้วย

เอกสารฉบับที่ ๑ รอบรู้ รอบรั้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ของสถาบันอยุธยาศึกษา เรื่อง ถนน คูคลองโบราณ และภูมิสถานทางประวัติศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  หน้า ๓๑-๔๖  หรือ โบราณสถานสำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  ของ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา

เรื่องนี้ จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับถนน และคูคลองโบราณสายต่างๆ ที่พาดผ่านในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย เช่น ถนน หรือคลองแต่ละสาย มีชื่อเรียกว่าอะไร เริ่มต้นจากจุดไหน ผ่านสถานที่ใดในมหาวิทยาลัยบ้าง และไปสิ้นสุดตำแหน่งแห่งหนใดของพระนคร
กรุงศรีอยุธยา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของวัดโบราณแต่ละแห่ง ทั้งที่ปรากฏร่องรอยอยู่ และไม่ปรากฏร่องรอยโบราณสถานแล้วในปัจจุบัน

เอกสารฉบับที่ ๒ หนังสือชุด กำแพงเมือง ป้อม ประตู ตลาดและย่านการค้า ถนนและสะพาน คลองและท่าเรือจ้าง สมัยโบราณกรุงศรีอยุธยา ของกรมศิลปากร หนังสือชุดนี้ มี ๔ เล่ม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิสถานต่างๆ ของพระนครศรีอยุธยาได้อย่างละเอียดชัดเจน

เอกสารฉบับที่ ๓ พรรณนาภูมิสถาน พระนครศรีอยุธยา ของ ดร.วินัย
พงศ์ศรีเพียร ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา เล่มนี้เป็นเอกสารชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ ใช้สำหรับค้นคว้าเพิ่มเติม จากเอกสารเล่มที่ ๑ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นฉบับที่คัดลอกมาจากคำให้การของชาวอยุธยา ที่พรรณนาถึงภูมิสถานในสมัยกรุงศรีอยุธยา

 เอกสารฉบับที่ ๔ อธิบายแผนที่ พระนครศรีอยุธยา กับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์ และภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา หน้า ๑๑๑ เป็นเอกสารชั้นต้นอีกฉบับหนึ่ง ที่บรรยายภูมิสถานในย่านป่าตอง ย่านป่าดินสอ ย่านบ้านแห  ซึ่งเป็นย่านตลาดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 เอกสารฉบับที่ ๕ แผนที่กรุงศรีอยุธยา ฉบับพระยาโบราณราชธานินทร์ ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา แผนที่ฉบับนี้เป็นการสำรวจโบราณสถาน ถนน และคูคลองโบราณ ที่ปรากฏร่องรอยอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕-๖ จึงสามารถนำมาใช้ค้นคว้า เรื่องราวเกี่ยวกับภูมิสถาน ย่านต่างๆ ในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
ได้เป็นอย่างดี

หหหห

แผนที่ภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ในแผนที่พระนครศรีอยุธยา ฉบับพระยาโบราณราชธานินทร์ พ.ศ. ๒๔๖๙

ข้อมูลจากหนังสือข้างต้นนี้ จะทำให้เราทราบว่า พื้นที่นี้ คือ ย่านใจกลางพระนครที่สำคัญ แห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากด้านตะวันตก ติดกับถนนศรีสรรเพชญ์ เป็นถนนหลวงที่สำคัญ และมีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นด้านตะวันออกติดกับคลองฉะไกรน้อยเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญสู่ใจกลางพระนคร และถนนหลวงทอดข้ามผ่านสะพานบ้านดินสอ อันเป็นย่านการค้าที่สำคัญของ
กรุงศรีอยุธยา และที่สำคัญคือ ย่านนี้เป็นนิวาสสถาน หรือบ้านเดิมของสมเด็จพระเพทราชา ซึ่งเป็นขุนนางคนสำคัญในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก่อนขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๒๘ ของกรุงศรีอยุธยา

ประเด็นการบรรยาย

ณ จุดนี้ มัคคุเทศก์ สามารถบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิสถาน ถนน คูคลอง และย่านการค้า ในบริเวณนี้ ประกอบด้วยประเด็นต่างๆ ดังนี้

คลองฉะไกรน้อย

  • เป็นคลองที่ขุดระบายน้ำจากบึงพระราม ลงมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศใต้ของพระนคร
  • คลองสายนี้ผ่านวัดพระงาม วัดบรมพุทธาราม วัดสิงหาราม และ
    วัดสวนหลวงค้างคาว
  • ในปัจจุบัน คลองฉะไกรน้อย ปรากฏร่องรอยของแนวคลอง ๒ ช่วง
    คือ ช่วงหนึ่งอยู่หน้าอาคาร ๔๓ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กับอีกช่วงหนึ่งคือคลองฉะไกรน้อยที่เริ่มต้นจากสะพานบ้านดินสอ ผ่านวัดบรมพุทธาราม และวัดสิงหาราม

ถนนมหารัถยา

  • คือถนนริมรั้วมหาวิทยาลัยทางด้านทิศตะวันตก
  • เป็นถนนหลวงที่สำคัญ ปูด้วยศิลาแลง ขนาดกว้าง ๖ วา หรือประมาณ ๑๒ เมตร
  • ในอดีต มีเหตุการณ์สำคัญคือ เป็นเส้นทางแห่พระราชสาส์น
    ของสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ที่ส่งพระราชสาส์นมาเจริญสัมพันธ์ไมตรี กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มัคคุเทศก์ที่มีวาทศิลป์ในการพูด จะสามารถบรรยายให้นักท่องเที่ยวจินตนาการถึงขบวนแห่พระราชสาสน์ ที่เคลื่อนผ่านจุดนี้ขึ้นไปทางพระราชวังหลวงที่อยู่ทางตอนเหนือของพระนครได้อย่างน่าสนใจ 

ถนน สะพาน และตลาดย่านบ้านดินสอ

  • สะพานบ้านดินสอ เป็นร่องรอยสะพานโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา
    ที่ข้ามคลองฉะไกรน้อย เป็นสะพานก่อด้วยอิฐ มีซุ้มโค้งเพื่อให้เรือพาย สามารถลอดผ่านไปมาได้
  • ถนนย่านบ้านดินสอ เป็นส่วนหนึ่งของถนนที่ปูด้วยอิฐทอดสายยาว เริ่มตั้งแต่ฟากตะวันตกของเกาะเมือง ผ่านพื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่สะพานบ้านดินสอ ไปจรดฟากตะวันออกของเกาะเมือง ถนนสายนี้มีชื่อเรียกตามชื่อย่านต่างๆ ที่ถนนผ่าน เมื่อผ่านย่านสะพานบ้านดินสอ ซึ่งเป็นตลาดขายดินสอในสมัยกรุงศรีอยุธยา ถนนช่วงนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า ถนนย่านป่าดินสอ
  • ในอดีต ย่านนี้ขายดินสอศิลาอ่อนแก่ ดินสอขาวเหลือง ดินสอดำ ใช้คู่กับกระดานชนวน

เมื่อบรรยายสภาพภูมิสถานสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เคยเกิดขึ้นย่านนี้แล้ว  นักท่องเที่ยวจะรู้สึก “อิน” หรือ “เข้าถึง” บรรยากาศของกรุงศรีอยุธยา  ที่จะช่วยให้เขา สามารถเชื่อมโยงสถานที่จุดนี้ ต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวจุดอื่นๆ ในเส้นทางท่องเที่ยวนี้ได้  โดยใช้ลำคลอง และถนนต่างๆ ที่โยงใยกันเป็นเครือข่ายคมนาคม เป็นตัวเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้

จุดบรรยายที่ ก่อนเข้าพระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม

มัคคุเทศก์ ควรนำนักท่องเที่ยว มาหยุดยืนใต้ร่มไม้ ข้างเจดีย์ทรงปรางค์ หน้าพระอุโบสถ เพื่อบรรยายความเป็นมาของวัด ศิลปกรรมเจดีย์ทรงปรางค์ทั้ง ๒ องค์ และสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถ

วัดบรมพุทธาราม

เจดีย์ทรงปรางค์ ด้านหน้าพระอุโบสถ

 

 แหล่งข้อมูลการบรรยาย

หนังสือ หรือ แหล่งข้อมูล ที่มัคคุเทศก์ต้องใช้ เพื่อนำมาบรรยายในจุดนี้ ประกอบไปด้วย

เอกสารฉบับที่ ๑ โบราณสถานสำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  ของ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา หน้า ๒๑-๓๙  ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา

เอกสารฉบับที่ ๒ อุทยานพระวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของกรมศิลปากร  หน้า ๑๒๘ – ๑๒๙

 

ประเด็นการบรรยาย

ประเด็นเนื้อหา ที่ควรบรรยายในจุดนี้ ได้แก่

  • ทิศทาง ตำแหน่งที่ตั้งของวัด พอสังเขป
  • บรรยายความเป็นมา เช่น สมเด็จพระเพทราชา โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๖ ในย่านป่าตอง ซึ่งเป็นนิวาสสถาน (บ้าน) ของพระองค์ ก่อนขึ้นครองราชย์สมบัติ
  • พระราชประวัติพอสังเขปของสมเด็จพระเพทราชา
  • สมเด็จพระเพทราชา โปรดให้หมื่นจันทราช เคลือบกระเบื้องสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ วัดนี้ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดกระเบื้องเคลือบ”
  • บรรยายแผนผังของวัด เช่น ตำแหน่งที่ตั้งของเจดีย์ราย ๒ องค์ พระอุโบสถ และพระวิหาร
  • บรรยายลักษณะทางสถาปัตยกรรมภายนอกของพระอุโบสถ
    เช่น มีฐานแอ่นโค้งอย่างท้องสำเภา มีกำแพงแก้วล้อมรอบ เป็นต้น
  • ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์โปรดให้ช่างทำบานประตูมุกสำหรับพระอุโบสถ อธิบายวิธีการทำงานมุก และลวดลายบานประตูประดับมุก พอสังเขป
  • ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยา บานประตูมุกนี้ ถูกนำไปติดตั้งที่ต่างๆ ได้แก่ หอพระมณเฑียรธรรมภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และที่วัดเบญจมบพิตร
  • ก่อนเข้าไปในพระอุโบสถ มัคคุเทศก์ชี้ชวนให้นักท่องเที่ยวชมประติมากรรมซุ้มประตูกลางที่ด้านหน้าพระอุโบสถ ซึ่งทำเป็นซุ้มประตูยอดปราสาท และเมื่อมองผ่านช่องประตูนี้ไปที่องค์พระประธาน
    จะเห็นประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ใน เชตวันมหาวิหาร
  • อธิบาย งานปูนปั้นหน้าปัน ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ

 

วัดบรมพุทธาราม2

มุมมองเมื่อมองผ่านช่องประตูด้านหน้าของพระอุโบสถ จะเห็นประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ใน เชตวันมหาวิหาร

 

จุดบรรยายที่ ภายในพระอุโบสถ

มัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยว เข้ามาชมภายในโบสถ์ เพื่อบรรยาย ข้อมูลเกี่ยวกับพระประธาน สถาปัตยกรรม และจิตรกรรม

เข้ามาในโบสถ์ ต้องถอดรองเท้าหรือไม่ ?

ตามปกติ ประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธ เมื่อต้องเข้ามาในพระอุโบสถของวัดใดๆ ก็จะต้องถอดรองเท้าไว้ที่ด้านนอกพระอุโบสถ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสถานที่เสมอ แต่สำหรับพระอุโบสถของโบราณสถานร้างที่ไม่มีพระสงฆ์จำวัดแล้ว อย่างวัดบรมพุทธาราม รวมไปถึงโบราณสถานอื่นๆ เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ วัดมหาธาตุ หรือ วัดราชบูรณะนั้น อาจมีเศษก้อนอิฐ หรือกากปูน ตกหล่นอยู่ตามพื้นภายในพระอุโบสถของโบราณสถานเหล่านี้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงได้รับการยกเว้น ไม่จำเป็นต้องถอดรองเท้า เมื่อต้องเข้าไปในพระอุโบสถ หรือพระวิหาร ในแหล่งโบราณสถาน

 

ประเด็นการบรรยาย

สิ่งที่มัคคุเทศก์ควรทำเป็นอันดับแรกก่อนการบรรยาย คือ การพนมมือ สักการะพระพุทธรูป เป็นการนำให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตาม จากนั้นจึงเริ่มบรรยายเนื้อหาในประเด็นต่างๆ โดยเริ่มจาก

  • พุทธลักษณะของพระพุทธรูปประธาน เป็นพระพุทธรูป ก่ออิฐถือปูน ปางมารวิชัย
  • ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา (ชื่อในขณะนั้น) ได้ริเริ่มให้มีการบูรณะ
    พระประธาน ใน พ.ศ.๒๕๒๔ และได้มีพิธีเบิกพระเนตรพระประธานและประดิษฐานพระธาตุ ณ พระเกตุมาลา โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ใน พ.ศ. ๒๕๒๖
  • พระอุโบสถหลังนี้ มีขนาดย่อม ใช้เทคนิคการรองรับน้ำหนักของหลังคาด้วยผนังของอาคาร ไม่มีเสาภายใน แต่มีการก่ออิฐพอกปูน เป็นเสาหลอกแนบผนังขึ้นมา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอาคารที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย
  • ในพระอุโบสถ เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนไว้ แต่ในปัจจุบันถูกลบเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ยังสามารถพบร่องรอยบางส่วนได้ที่ผนังข้างช่องหน้าต่าง และช่องประตู ด้านท้ายพระอุโบสถ ซึ่งมัคคุเทศก์สามารถเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว เดินสำรวจดูภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในพระอุโบสถ

 

วัดบรมพุทธาราม3

ภายในพระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม

วัดบรมพุทธาราม4

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตามฝาผนังข้างในช่องประตูและหน้าต่างพระอุโบสถ

 

เมื่อมัคคุเทศก์บรรยายครบทั้ง ๓ จุดแล้ว ก็นำนักท่องเที่ยวเดินออกจากพระอุโบสถ ย้อนกลับมาทางสะพานบ้านดินสอ เพื่อเดินเท้าต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ ๒ วัดสิงหาราม โดยไม่จำเป็นต้องนั่งรถรางไป เนื่องจากวัดสิงหาราม ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดบรมพุทธาราม มีคลองฉะไกรน้อยกั้นกลางระหว่างวัดทั้งสอง ซึ่งมีระยะห่างกันไม่มากนัก

พานักท่องเที่ยวเดินข้ามสะพานบ้านดินสอได้ไหม ?

ขณะที่มัคคุเทศก์นำคณะนักท่องเที่ยวเดินอ้อมสะพานบ้านดินสอเพื่อเดินเท้าต่อไปยังวัดสิงหารามนั้น มัคคุเทศก์อาจแนะนำให้นักท่องเที่ยวบางส่วน ทดลองเดินข้ามสะพานบ้านดินสอที่คลองฉะไกรน้อยได้บ้าง เนื่องจากสะพานนี้ ได้รับการบูรณะซ่อมแซมแล้ว และมีความแข็งแรงในระดับที่สามารถเดินผ่านได้  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ ในการข้ามสะพานก่ออิฐแบบคนสมัยกรุงศรีอยุธยา

แต่อย่างไรก็ดี มัคคุเทศก์ ไม่ควรแนะนำให้นักท่องเที่ยวข้ามสะพานกันทุกคน เพื่อเป็นการถนอมโบราณสถาน และรักษาเวลาในการท่องเที่ยว เนื่องจากบริเวณเชิงสะพานด้านทิศตะวันออก (ด้านฝั่งตรงข้ามวัดบรมพุทธาราม)  ไม่มีทางลาดที่สามารถเดินลงได้สะดวก ทำให้ต้องใช้เวลาตรงจุดนี้นานพอสมควร นอกจากนี้ ยังเป็นการลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากบริเวณเชิงสะพานดังกล่าวอีกด้วย

 ข้อควรระวัง !!!

การเดินข้ามสะพานบ้านดินสอไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพข้อเข่า และมัคคุเทศก์ควรเตือนนักท่องเที่ยว ให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงจากสะพาน

แหล่งท่องเที่ยวที่ ๓ วัดสิงหาราม

วัดสิงหาราม

วัดสิงหาราม ตั้งอยู่ริมคลองฉะไกรน้อย มองเห็นวัดบรมพุทธาราม อยู่ทางฝั่งตรงข้าม เป็นบรรยากาศที่สวยงาม สะท้อนภาพของความเป็นนครแห่งสายน้ำ ของ
กรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี

โบราณสถานแห่งนี้ มีข้อมูลในการบรรยายในระดับปานกลาง ไม่มากเท่ากับ
วัดบรมพุทธาราม ดังนั้นจึงควรใช้เวลาบรรยายอยู่ในสถานที่นี้ประมาณ ๑๕ – ๒๐ นาที

แหล่งข้อมูลการบรรยาย

เอกสาร หนังสือ หรือ แหล่งข้อมูล ที่มัคคุเทศก์ต้องใช้ เพื่อนำมาบรรยายในจุดนี้ ประกอบไปด้วย

 เอกสารฉบับที่ ๑ โบราณสถานสำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  ของ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา หน้า ๔๐-๔๙  ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา

 เอกสารฉบับที่ ๒ อุทยานพระวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของกรมศิลปากร  (๒๕๕๑) หน้า ๑๓๐

 จุดบรรยายที่ ๑ ริมคลองฉะไกรน้อย

เมื่อมัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยวเดินเลียบคลองฉะไกรน้อย มาจากเชิงสะพานบ้านดินสอ ควรนำนักท่องเที่ยวหยุดพักฟังการบรรยายที่ใต้ร่มไม้ริมคลอง ตรงด้านนอกพระอุโบสถเป็นจุดแรกก่อน เพื่อเล่าประวัติความเป็นมาของวัด และลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถจากทางด้านนอก เนื่องจาก ด้านในพระอุโบสถ ไม่มีหลังคาหลบแดดร้อน ทำให้ไม่สามารถบรรยายข้อมูลนานๆ ได้

วัดสิงหาราม

จุดบรรยายบริเวณวัดสิงหาราม

 

ประเด็นการบรรยาย

จุดนี้มีประเด็นการบรรยายดังนี้

  • บรรยายลักษณะที่ตั้ง และทิศทาง ถนน คูคลองที่ผ่านบริเวณวัด เพื่อเชื่อมโยงภูมิสถานมาจากสะพานบ้านดินสอ
  • ด้านข้อมูลประวัติความเป็นมาของวัดนั้น ไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่สามารถบ่งบอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้สร้าง และอายุสมัยของการสร้างวัดที่แน่ชัด แต่มัคคุเทศก์ก็สามารถอาศัยข้อมูลจากการสันนิษฐานรูปแบบทางศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม จากนักประวัติศาสตร์ศิลปะ หรือข้อมูลจากกรมศิลปากร มาเป็นเครื่องบ่งบอกอายุสมัย และความเป็นมาของสถานที่แทน
  • กรมศิลปากร สันนิษฐานว่า วัดนี้ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น หรืออย่างน้อยสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยคาดสันนิษฐานจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถวัดสิงหาราม และเจดีย์ทรงลังกาของวัด
  • พระอุโบสถวัดสิงหาราม มีช่องหน้าต่างแบบซี่ลูกกรง เพื่อระบายอากาศ และให้แสงสว่างภายในอาคาร อันมีลักษณะคล้ายคลึงกับวิหารวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นรูปแบบของวิหารที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น
  • เจดีย์ของวัดสิงหารามเป็นเจดีย์ทรงลังกา ได้รับอิทธิพลจากเมืองสุโขทัย ในช่วงรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
  • ภายในกรุเจดีย์ประธานด้านทิศตะวันออก มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนเป็นภาพพุทธสาวก ๓ รูป อยู่ในท่าเดินพนมมือเวียนขวาประทักษิณ โดยใช้เทคนิคการเขียนสีดำและสีเหลืองคล้ายคลึงกับจิตรกรรมฝาผนังในกรุวัดราชบูรณะซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบในสมัยอยุธยาตอนต้น
  • มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากพบว่ามีการนำเอาเศษเครื่องถ้วยจีนมาประดับร่วมกับลายปูนปั้นบริเวณซุ้มประตูทางด้านหน้าของอุโบสถ ซึ่งลวดลายบนเครื่องถ้วยจีนนั้น สามารถบ่งบอกอายุสมัยได้ว่าผลิตขึ้นในช่วงรัชกาลใด และเป็นลักษณะงานศิลปกรรมที่พบในโบราณสถานบางแห่งที่ปฏิสังขรณ์ในรัชกาลสมเด็จ
    พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๓๒ ของกรุงศรีอยุธยา

เมื่อบรรยายภาพรวมของวัดสิงหารามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มัคคุเทศก์จึงนำนักท่องเที่ยว ไปชมจุดอื่นๆ อีก ๒ จุด

 จุดบรรยายที่ ภายในพระอุโบสถ

ภายในพระอุโบสถ เป็นจุดแวะบรรยายที่อาจใช้เวลาสั้นๆ เนื่องจากภายในโบสถ์ อาจไม่มีร่มเงามากนัก มัคคุเทศก์ควรให้นักท่องเที่ยวอาศัยร่มเงาของผนังพระอุโบสถ ในการฟังการบรรยาย

ประเด็นการบรรยาย

ข้อมูลที่ควรบรรยายในจุดนี้ มีดังนี้

  • อธิบายตำแหน่งของสิ่งต่างๆ ภายในพระอุโบสถ เช่น พระอุโบสถ ซึ่งหันหน้าออกสู่คลองฉะไกรน้อย ซึ่งเป็นเส้นทางการสัญจรที่สำคัญของผู้คนสมัยอยุธยา เมื่อขึ้นจากท่าน้ำหน้าวัด ก็จะพบกับพระอุโบสถเป็นอันดับแรก ภายในอุโบสถ ยังปรากฏร่องรอยของฐานชุกชี สำหรับประดิษฐานพระประธานของวัดหลงเหลืออยู่ โดยมีเศษซากพระพุทธรูปจำนวนมาก กระจัดกระจายอยู่บนฐานชุกชี
  • ภายในอุโบสถ มีร่องรอยของเสาทรงแปดเหลี่ยม ตั้งเรียงรับหลังคา
  • มัคคุเทศก์ อาจชวนให้นักท่องเที่ยวพนมมือขึ้นสักการะ เศษซากพระพุทธรูปบนฐานชุกชีตามธรรมเนียมของพุทธศาสนิกชน แล้วพาเดินออกจากพระอุโบสถ ทางประตูด้านหลังฐานชุกชี เพื่อหยุดพักบรรยายในจุดต่อไป

 

วัดสิงหาราม2

จุดบรรยายที่ ข้างพระเจดีย์คู่ ด้านหลังอุโบสถ

เมื่อออกมาจากพระอุโบสถ มัคคุเทศก์ควรหยุดพักบรรยาย ณ พื้นที่ว่าง ระหว่าง เจดีย์สององค์ เนื่องจากเป็นระยะที่หางแถวของนักท่องเที่ยวจำนวนประมาณ ๒๕ สามารถออกมาจากโบสถ์ได้พอดี

ประเด็นบรรยาย

  • บรรยายเกี่ยวกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์ คือ เป็นเจดีย์ประธานทรงระฆังกลม ๒ องค์ ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกัน ฐานไพที คือ ฐานขนาดใหญ่รองรับกลุ่มสิ่งก่อสร้าง ซึ่งก็คือฐานที่มัคคุเทศก์ และนักท่องเที่ยวกำลังยืนอยู่นั่นเอง
  • การค้นพบภาพจิตรกรรมฝาผนังในกรุเจดีย์วัดสิงหารามช่วง พ.ศ.๒๕๕๕ สืบเนื่องมาจากกรมศิลปากร มีโครงการบูรณะวัดสิงหาราม ทำให้พบภาพจิตรกรรมประดับผนังคูหาปรากฏอยู่ภายในกรุเจดีย์ประธานด้านทิศตะวันออก (องค์ที่ ๒ ถัดจากอุโบสถ) โดยลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๑.๕x๑.๕ เมตร บริเวณผนังกรุทั้ง ๔ ด้าน ปรากฏร่องรอยของภาพจิตรกรรม จิตรกรรมภายในกรุแต่ละด้าน เป็นภาพเขียนสีรูปพุทธสาวกจำนวน ๓ รูป อยู่ในท่าเดินพนมมือ ลักษณะเดินเวียนขวาประทักษิณ เทคนิคในการเขียนสีจะใช้สีเหลืองเป็นสีพื้นผนัง และใช้สีแดงตัดขอบเป็นโครงรูปทั้งหมด ในส่วนของสีพื้นของรูปนั้น มีการใช้สีแดงเป็นพื้นของจีวร และสีดำเป็นพื้นของเศียรพระ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบคติและเทคนิควิธีการสร้างนั้น จะเทียบได้กับภาพจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่พบในบริเวณกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ เขียนเป็นภาพพุทธประวัติ และทศชาติชาดกนั้น พบว่ามีการใช้สีดำ สีแดง และสีเหลืองดินเป็นสีหลักในการเขียนที่เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างในส่วนของสีตัดขอบรูป กล่าวคือ ภาพเขียนสีในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนั้นจะใช้สีดำเป็นสีตัดขอบรูป ส่วนภาพจิตรกรรมในกรุเจดีย์ประธานวัดสิงหารามนี้ มีการใช้สีแดงเป็นสีตัดโครง รูป ดังนั้น ภาพเขียนสีภายในกรุวัดเจดีย์ประธานวัดสิงหารามนี้ น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น-ตอนกลาง ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๒ หรือประมาณ ๕๐๐ ปี
  • ส่วนพระวิหารของวัดสิงหาราม เคยตั้งอยู่ถัดจากเจดีย์ ทั้ง ๒ องค์ในแนวเดียวกัน ปัจจุบัน ไม่ปรากฏร่องรอยของวิหารแล้ว
  • จากจุดนี้ มัคคุเทศก์ชี้ให้นักท่องเที่ยวชม วิหารแกลบ ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัด ซึ่งเป็นวิหารหลังเล็กๆ ไม่มีช่องหน้าต่าง แต่มีการเจาะช่องแสงตรงผนังสกัดด้านหลังพระประธาน เพื่อเป็นการควบคุมแสงสว่างภายในวิหาร

 

เมื่อบรรยายครบทั้ง ๓ จุดแล้ว มัคคุเทศก์ นำนักท่องเที่ยวขึ้นรถราง เพื่อเดินทางไปชมวัดสวนหลวงค้างคาวเป็นลำดับต่อไป

วัดสิงหาราม3

พระเจดีย์คู่ วัดสิงหาราม (ภายในเจดีย์ด้านขวา พบภาพจิตรกรรมฝาผนัง)

 

วัดสิงหาราม4

จิตรกรรมฝาผนังภายในกรุเจดีย์ วัดสิงหาราม

 

แหล่งท่องเที่ยวที่ ๔ วัดสวนหลวงค้างคาว

วัดสวนหลวง

วัดสวนหลวงค้างคาว เป็นวัดที่มีพระอุโบสถขนาดใหญ่ แต่ทว่า ไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากนัก ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงควรแวะพักบรรยายเป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดย สามารถทำได้ ๒ กรณี ดังนี้

๑.นำนักท่องเที่ยว เดินลงมาชมบริเวณโดยรอบ

๒.นำนักท่องเที่ยวเดินลงมาชมบริเวณโดยรอบ และนำขึ้นไปชมด้านบนพระอุโบสถด้วย

กรณีที่ ๑ นำนักท่องเที่ยว เดินลงมาชมบริเวณโดยรอบ

วัดนี้ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา หรือข้อมูลเกี่ยวกับผู้สร้างวัดที่
แน่ชัด ดังนั้น จึงควรบรรยายลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถ และพระเจดีย์
แต่ข้อมูลลักษณะนี้ เป็นข้อมูลเชิงลึก จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะด้าน เช่น เรื่องราวของประวัติศาสตร์และศิลปกรรมโดยตรง สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปนั้น ไม่ควรลงรายละเอียดเนื้อหามากนัก

กรณีที่ ๒ นำนักท่องเที่ยว ขึ้นไปชมด้านบนพระอุโบสถด้วย

หลังจากนำนักท่องเที่ยว เดินลงมาชมบริเวณโดยรอบต่างๆ ภายในวัดสวนหลวงค้างคาวแล้ว เมื่อพิจารณาว่ายังมีเวลาเหลือสำหรับการท่องเที่ยว ก็อาจชวนนักท่องเที่ยวที่มีร่างกายแข็งแรง ปีนขึ้นไปชมด้านบนพระอุโบสถ เพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ ด้านบน และเพิ่มประสบการณ์ และความตื่นเต้นในการเที่ยวชมวัดสวนหลวงค้างคาว ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

ทว่า ข้อเสียของการขึ้นมาชมด้านบนของพระอุโบสถนั้น คือมีสิ่งที่น่าสนใจ หรือสิ่งที่ควรบรรยายไม่มากนัก อีกทั้งบริเวณด้านบนยังไม่มีหลังคาสำหรับหลบร้อน ดังนั้น นักท่องเที่ยว มักจะขึ้นมาชมได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่เพื่อเป็นการสร้างความน่าสนใจ มัคคุเทศก์ อาจจะเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว ถ่ายรูปกับมุมมองแปลกใหม่ ด้านบนพระอุโบสถด้วย

ไม่ต้องพยายามหาทางขึ้นพระอุโบสถ !!

พระอุโบสถวัดสวนหลวงค้างคาวมีขนาดใหญ่ และสูงมาก ในคราวบูรณะวัดสวนหลวงค้างคาว กรมศิลปากร ไม่ได้สร้างทางขึ้นไปชมด้านบนของพระอุโบสถ ดังนั้น มัคคุเทศก์ ไม่ควรเสียเวลาเปล่าไปกับการเดินรอบพระอุโบสถ เพื่อหาทางขึ้นให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะเปลืองเวลา เปลืองแรงเดินหาแล้ว ยังทำให้นักท่องเที่ยวรู้ว่ามัคคุเทศก์ไม่มีความชำนาญในการนำชมสถานที่นี้อีกด้วย

วิธีการขึ้นไปชมด้านบนของพระอุโบสถ

พระอุโบสถของวัดแห่งนี้ ตั้งอยู่บนฐานสูง มัคคุเทศก์สามารถนำนักท่องเที่ยวที่มีร่างกายแข็งแรง และแต่งตัวทะมัดทะแมง ขึ้นไปชมพระอุโบสถ จากบริเวณด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ และควรแนะนำให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปชมด้วยความระมัดระวัง

วัดสวนหลวง2

จุดบรรยายบริเวณวัดสวนหลวงค้างคาว

 

แหล่งข้อมูลการบรรยาย

เอกสารฉบับที่ ๑ โบราณสถานสำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  ของ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา หน้า ๕๐-๖๐  ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา เอกสารฉบับนี้ เป็นแหล่งข้อมูล ที่มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัดสวนหลวงค้างค้าว จากแหล่งข้อมูลต่างๆ มารวมไว้อยู่ในที่เดียวกัน ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้า สามารถใช้ข้อมูล จากเอกสารฉบับนี้เป็นแหล่งข้อมูลหลักได้

เอกสารฉบับที่ ๒ อุทยานพระวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของกรมศิลปากร  (๒๕๕๑) หน้า ๑๓๑

 เอกสารฉบับที่ ๓ รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดสวนหลวงค้างคาว ของสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา เอกสารฉบับนี้ มีข้อมูลการค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญ เศษภาชนะดินเผาแหล่งต่างๆ ชิ้นส่วนพระพุทธรูป เป็นต้น ค้นคว้าได้ที่ศูนย์ข้อมูลอยุธยาศึกษา

ประเด็นการบรรยาย

  • ข้อมูลด้านที่ตั้งของวัด โดยเชื่อมโยงกับคลองฉะไกรน้อย ที่ไหลผ่านลงมาจากวัดบรมพุทธาราม วัดสิงหาราม มาถึงวัดสวนหลวงค้างคาว
  • แม้ไม่มีหลักฐาน เกี่ยวกับการสร้าง และผู้สร้าง ที่ทำให้ข้อมูลการบรรยายวัดสวนหลวงค้างคาว ส่วนใหญ่เป็นการสันนิษฐาน เสียเป็นส่วนมาก จึงมีความน่าเชื่อถือน้อย ดังนั้น มัคคุเทศก์อาจพูดถึงกรณี
    เจ้าเมืองกัมพูชา ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา โดยสามารถศึกษาได้จาก หนังสือโบราณสถานสำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  ของ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
    หน้า ๕๓
  • ข้อมูลเกี่ยวกับ ลักษณะทางสถาปัตยกรรม พระอุโบสถ พระเจดีย์ราย
  • ข้อมูลเกี่ยวกับการขุดพบ พระพุทธรูป พระพิมพ์ และตุ๊กตาดินเผา ซึ่งศึกษาค้นคว้า ได้จากรายงานการบูรณะโบราณสถานวัดสวนหลวงค้างคาว ของสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา

แหล่งท่องเที่ยวที่ ๕ อนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายก

เฉก2

อนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางของมหาวิทยาลัย สถานที่แห่งนี้ คือ อนุสรณ์สถานของบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งมีบทบาททางการเมือง และการค้าในสมัยอยุธยา นามว่า  เฉกอะหมัด เป็นขุนนางกรมท่าขวา และจุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย ที่มีเชื้อสายวงศ์สกุลสืบมาถึงปัจจุบัน โดยบริเวณที่เป็นอนุสรณ์สถานนั้น เชื่อว่าเป็นหลุมฝังศพของ เจ้าพระยาบวรราชนายก

อนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายก เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญหลายประการคือ

ประการที่ ๑ เป็นอนุสรณ์สถานแห่งสัมพันธ์ไมตรี ระหว่างไทย-อิหร่าน

ประการที่ ๒ อนุสรณ์สถานแห่งผู้นำศาสนาอิสลาม คือ จุฬาราชมนตรีคนแรก
ที่มีการสืบทอดตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ประการที่ ๓ เป็นอนุสรณ์สถานแห่งต้นสกุลบุนนาค และอีกหลายสกุล

ความสำคัญของอนุสรณ์สถาน เฉกอะหมัด ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ทำให้มีผู้มาเยี่ยมเยือนอนุสรณ์สถานแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง  ทว่า แหล่งท่องเที่ยวนี้ ไม่มีจุดสนใจให้ชมมากนัก แต่กลับมีเนื้อหาในการบรรยายจำนวนมาก มัคคุเทศก์ต้องเลือกใช้ข้อมูลในการบรรยายอย่างเหมาะสมกับกลุ่มนักท่องเที่ยว เพราะถ้าบรรยายข้อมูลมากเกินไป นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป อาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ แต่หากเป็นนักท่องเที่ยว ที่เป็นชาวมุสลิม หรือเป็นผู้สืบสกุล มัคคุเทศก์อาจลงรายละเอียดของสถานที่นี้ได้มากขึ้นตามสมควร

แหล่งข้อมูลในการบรรยาย

เอกสารฉบับที่  ๑ เว็บไซต์สกุลบุนนาค www.bunnag.in.th เป็นแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจาก เป็นข้อมูลจากการศึกษา ของนักวิชาการสายสกุลบุนนาค ข้อดีของแหล่งข้อมูลนี้คือ สามารถเข้าถึงได้ง่าย และสามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลเดียวในการบรรยายความเป็นมาของอนุสรณ์สถาน เฉกอะหมัด

เอกสารฉบับที่ ๒ เฉกอะหมัดและต้นสกุลบุนนาค ของพระยาโกมารกุลมนตรี (ชื่น โกมารกุล ณ นคร) เป็นหนังสือที่มีข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับเฉกอะหมัด สามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการบรรยายได้เป็นอย่างดี

เอกสารฉบับที่ ๓ ประวัติการบูรณะสถานฝังศพ เจ้าพระยาบวรราชนายก เฉกอะหมัด ของ สิริ ตั้งตรงจิตร เอกสารฉบับนี้ มีข้อมูลการการค้นพบ และการบูรณะสถานฝังศพ และภาพถ่ายเก่า เอกสารฉบับนี้ เป็นเอกสารหายาก สามารถศึกษาค้นคว้าได้ที่สถาบันอยุธยาศึกษา

จุดบรรยายที่ ๑ ลานร่มไม้ ด้านหน้าอนุสรณ์สถาน

มัคคุเทศก์ควรบรรยายข้อมูลทั้งหมดที่ลานร่มไม้ด้านหน้าอนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายก ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นอนุสรณ์สถานได้อย่างเด่นชัด เพื่อหลบร้อน เนื่องจาก ชานหน้าหลุมฝังศพเจ้าพระยาบวรราชนายก เป็นลานหินอ่อน
ไม่มีหลังคา จึงไม่เหมาะสำหรับขึ้นไปบรรยาย

 ประเด็นในการบรรยาย

  • พื้นที่บริเวณอนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายกแห่งนี้ เคยเป็น
    กุโบร์ (สุสานของชาวมุสลิม) จะมีชาวมุสลิมมาเยี่ยมหลุมศพบรรพบุรุษเป็นประจำทุกปี โดยเรียกกันติดปากมาแต่ดั้งเดิมว่า “ท่านเจ้าประคุณกลางเมือง”
  • บรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเฉกอะหมัด โดยใช้ข้อมูลจาก เว็บไซต์สกุลบุนนาค bunnag.in.th
  • บทบาทสำคัญหลายประการของอนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายก ประกอบด้วย
    • การเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสัมพันธ์ไมตรี ระหว่างไทย-อิหร่าน
    • การเป็นอนุสรณ์สถานแห่งผู้นำศาสนาอิสลาม คือจุฬาราชมนตรี ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
    • การเป็นอนุสรณ์สถานแห่งต้นสกุลบุนนาค และอีกหลายสกุล

 

จุดบรรยายที่ ๒ หน้าหลุมฝังศพเจ้าพระยาบวรราชนายก

จุดนี้มัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยว ขึ้นไปชมด้านหน้าหลุมฝังศพเจ้าพระยาบวรราชนายก เพื่อสักการะ หรือเพื่อแสดงความรำลึก โดยอาจบรรยายเป็นข้อมูลเสริมเล็กน้อย

ควรถอดรองเท้าหรือไม่ ?

กรณีที่เป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป มัคคุเทศก์ควรแนะนำให้นักท่องเที่ยวถอดรองเท้าก่อนขึ้นบันได เพื่อเป็นการแสดงความเคารพตามธรรมเนียมไทย

กรณีที่เป็นนักท่องเที่ยว หรือแขกของมหาวิทยาลัยที่มีความสำคัญระดับประเทศ เช่น ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำประเทศไทย มัคคุเทศก์ควรพิจารณาตามความเหมาะสม อาจไม่ต้องให้ถอดรองเท้า ตามแบบอย่างธรรมเนียมสากล

สักการะอย่างไร  ?

ความเชื่อทางศาสนา เป็นสิ่งที่มีความละเอียดอ่อนมาก ผู้คนแต่ละศาสนา หรือแม้แต่คนในศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกาย จะมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป เช่น

ชาวพุทธ สามารถสักการะด้วยการพนมมือไหว้ เพื่อเป็นการเคารพตามสมควร

มุสลิมนิกายสุหนี่ นับถืออัลลอฮฺ พระองค์เดียว

มุสลิมนิกายชีอะห์ นับถืออัลลอฮฺ และผู้นำทางจิตวิญญาณด้วย

ดังนั้น เรื่องการสักการะของนักท่องเที่ยวชาวพุทธจึงไม่น่ากังวล แต่การสักการะของชาวมุสลิมนั้น มัคคุเทศก์ควรปล่อยเป็นเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนาของนักท่องเที่ยวเอง ควรสงวนท่าที ไม่ต้องแนะนำเรื่องการสักการะแก่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมแต่อย่างใด

เฉก3

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย ร่วมพิธีเยี่ยมหลุมฝังศพแด่เจ้าพระยาบวรราชนายกเป็นประจำทุกปี

แหล่งท่องเที่ยวที่ ๖ สะพานเทพหมี

สะพานเทพ2

สะพานเทพหมี มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานวานร เป็นสะพานก่อด้วยอิฐใช้สำหรับสัญจรข้ามคลองประตูเทพหมี โดยก่อเป็นช่องให้เรือน้อยใหญ่ สามารถลอดผ่านได้ ๓ ช่อง ช่องตรงกลางเป็นช่องที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

ข้อมูลในทางประวัติศาสตร์ ของสะพานแห่งนี้ ปรากฏอยู่ไม่มากนัก คือ ไม่มีข้อมูลของผู้สร้าง และอายุสมัย ดังนั้น ข้อมูลจากเอกสารที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ หลายฉบับ เป็นข้อมูลจากการสันนิษฐานที่มีความน่าเชื่อถือน้อย ดังนั้น มัคคุเทศก์ ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ข้อมูลที่ไม่สมเหตุสมผล จากเอกสารบางแหล่ง

 แหล่งข้อมูลการบรรยาย

แหล่งข้อมูลในการบรรยายประกอบด้วย

เอกสารฉบับที่  ๑ โบราณสถานสำคัญภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  ของ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา หน้า ๑๒-๑๔  เอกสารฉบับนี้ มีข้อมูลกล่าวถึงลักษณะของสะพานเทพหมี และการระบายน้ำของคลองประตูเทพหมี รวมถึงบรรยายเชื่อมโยง การคมนาคมทางถนน ที่ตัดผ่านมายังสะพานเทพหมีด้วย

 เอกสารฉบับที่ ๒ รายงานการดำเนินงานขุดแต่ง และขุดค้นทางโบราณคดี โบราณสถานสะพานเทพหมี เอกสารฉบับนี้ยังไม่ใช่ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้ในทันที
ผู้ศึกษาต้องเลือกใช้ ข้อมูลที่น่าสนใจบางข้อมูลจากเอกสารฉบับนี้  เพื่อสามารถบรรยายข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่นี้ได้

 เอกสารฉบับที่ ๓ พรรณนาภูมิสถาน พระนครศรีอยุธยา ของ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา เล่มนี้ เป็นเอกสารชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ ที่พรรณนาถึงเส้นทางถนนและคลองภายในพระนครกรุงศรีอยุธยา    เหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ต้องมีการตีความเอกสารอย่างระมัดระวัง

เอกสารฉบับที่ ๔ อธิบายแผนที่ พระนครศรีอยุธยา กับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์ และภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา หน้า ๑๑๑ เป็นเอกสารชั้นต้น ที่บรรยายภูมิสถานในย่านป่าตอง ย่านป่าดินสอ ย่านบ้านแห  ซึ่งเป็นย่านตลาดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

 เอกสารฉบับที่ ๕ แผนที่กรุงศรีอยุธยา ฉบับพระยาโบราณราชธานินทร์ ค้นคว้าได้ที่ ศูนย์ข้อมูล สถาบันอยุธยาศึกษา แผนที่ฉบับนี้เป็นการสำรวจโบราณสถาน ถนน และคูคลองโบราณ ที่ปรากฏร่องรอยอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงสามารถนำมาใช้ค้นคว้า เรื่องราวเกี่ยวกับภูมิสถาน ย่านต่างๆ ในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้เป็น
อย่างดี

 ประเด็นในการบรรยาย

เมื่อข้อมูลที่สามารถนำมาบรรยายเรื่องราวของสะพานเทพหมี ยังมีไม่มากนัก มัคคุเทศก์ควรใช้ข้อมูลจากประเด็นอื่นๆ เพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสะพานเทพหมีได้ ดังประเด็นในการบรรยายนี้

  • บรรยายทิศทาง และสถานที่ตั้งของสะพานเทพหมี
    • ตั้งอยู่บนถนนหลวงสำคัญ ที่มุ่งมาจากด้านตะวันตกสุด
      ไปยังตะวันออกสุดของพระนคร และเป็นถนนสายเดียวกับถนนที่ผ่านข้ามคลองบ้านดินสอหน้าวัดบรมพุทธาราม ผ่านข้างวัดสิงหาราม ผ่านอนุสรณ์สถานเจ้าพระยาบวรราชนายก ผ่านมาถึงสะพานเทพหมี และมุ่งต่อไปทางด้านทิศตะวันออก ผ่านเรือนรับรองราชทูตฝรั่งเศส สะพานประตูจีน ไปจรดกำแพงนครด้านแม่น้ำป่าสัก
    • คลองประตูเทพหมี ระบายน้ำลงมาจากบึงพระราม ก่อนที่จะเลี้ยวเลาะลงสู่ประตูน้ำ ที่ชื่อประตูเทพหมี มีปากคลองอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ของพระนคร
  • เล่าเรื่องลักษณะต่างๆ ของสะพานในอยุธยา เป็นการปูพื้นฐานความรู้ เพื่อบรรยายให้นักท่องเที่ยวเห็นว่า อยุธยา มีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นเมืองแห่งสายน้ำอย่างไรบ้าง โดยสรุปในตอนท้ายของประเด็นนี้ว่า สะพานประตูเทพหมี เป็นสะพานอิฐ แล้วจากนั้น ค่อยบรรยายลักษณะสถาปัตยกรรมของสะพานเทพหมี เป็นประเด็นต่อไป
  • สะพานเทพหมี เป็นสถานก่อด้วยอิฐ มีช่องโค้งให้เรือสามารถลอดผ่านได้ ๓ ช่อง โดยช่องตรงกลางมีขนาดกว้างกว่าอีก ๒ ช่อง และที่บริเวณตอหม้อสะพานก่ออิฐเป็นสันโค้งออกมา เพื่อลดแรงปะทะของเรือ
  • ข้อมูลการสันนิษฐานที่ว่า สะพานแห่งนี้ ได้ชื่อมาจากหลวงเทพอรชุน ซึ่งมีนามว่า “หมี” ที่ปลูกเรือนอาศัยอยู่ในย่านนี้
  • เล่าเรื่อง เรือนรับรองทูตฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของสะพาน และบ้านพักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
  • เล่าข้อมูลเกี่ยวกับเศษภาชนะดินเผาที่พบในบริเวณสะพานเทพหมี

 

สะพานเทพ

สะพานเทพหมี หรือ สะพานวานร