คู่มือการสำรวจและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

คู่มือเทคนิคการสำรวจและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาท้องถิ่นฉบับนี้ 
จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรม ให้ผู้ศึกษาสามารถดำเนินงานได้อย่างมีแบบแผน 
และเป็นไปตามหลักวิชาการ

คู่มือฉบับนี้เกิดขึ้นโดยประสบการณ์การดำเนินงานของคณะทำงานของสถาบันอยุธยาศึกษา ร่วมกับผู้มีประสบการณ์ในการทำงานกับท้องถิ่นในศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ ผ่านกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management – KM) อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคนิคการสำรวจและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายในหน่วยงานสถาบันอยุธยาศึกษา รวมทั้งเผยแพร่แก่หน่วยงานด้านวัฒนธรรม และสถานศึกษาทั่วไป ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการจัดการความรู้

คณะกรรมการ การจัดการความรู้ของสถาบันอยุธยาศึกษา ขอขอบพระคุณ อาจารย์คมลักษณ์ ไชยยะ และอาจารย์เพชรรุ่ง เทียนปิ๋วโรจน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และอาจารย์อัมรา หันตรา ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม ที่กรุณาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดเทคนิคการสำรวจและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นกับสถาบันอยุธยาศึกษาในครั้งนี้

เทคนิคการเลือกประเด็นศึกษาองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเลือกประเด็นในการศึกษาองค์ความรู้ เป็นกระบวนการแรกที่จะกำหนดหัวข้อ เนื้อหา และสถานที่ในการเข้าไปศึกษาข้อมูล ผู้ศึกษาสามารถพิจารณาเลือกประเด็นในการศึกษาได้หลายวิธี ดังนี้

เทคนิคที่ ๑ พิจารณาจากแหล่งภูมิปัญญาในท้องถิ่นของผู้ศึกษา วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นในการศึกษาองค์ความรู้จากท้องถิ่น เนื่องจาก คนในท้องถิ่นย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเอง ได้ดีกว่าการเริ่มต้นโดยการไปศึกษาจากที่อื่น เพราะมีความรู้จัก คุ้นเคย และมีเครือข่ายในการหาข้อมูลได้มากกว่า ทำให้ผู้ศึกษารู้ว่าควรจะไปพบใคร รู้ว่าควรจะไปพบเวลาใด และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้สามารถเข้าพื้นที่ศึกษาได้ดีกว่าคนนอกพื้นที่

วิธีนี้นอกจากจะทำให้ผู้ศึกษารู้จัก เข้าใจ และสามารถศึกษาข้อมูลทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในท้องถิ่นตนเองได้เป็นอย่างดีแล้ว ผู้ศึกษายังได้ประสบการณ์อันมีค่า สามารถนำความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาทบทวนเป็นบทเรียน ให้ทราบว่าในการศึกษาข้อมูลครั้งต่อไปในพื้นที่อื่นๆ ควรมีข้อปฏิบัติเช่นไร

นอกจากนี้ ความสำเร็จในการเริ่มต้นศึกษา ยังช่วยสร้างกำลังใจ และความมั่นใจในการศึกษาข้อมูลทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในครั้งต่อไปได้อีกด้วย

เทคนิคที่ ๒ พิจารณาตามความจำเป็นเร่งด่วนของวิกฤตการณ์
ทางวัฒนธรรม
ในปัจจุบันภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายชนิด มีแนวโน้มที่กำลังจะหมดสิ้นไปตามความเปลี่ยนแปลงอย่างทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม  โดยเฉพาะครูภูมิปัญญาที่เต็มเปี่ยมด้วยภูมิความรู้ของท้องถิ่นหลายท่านมีอายุมาก และมักไม่มีผู้สืบทอดภูมิปัญญา ทำให้ต่อไปจะไม่มีผู้รู้ ที่สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้อีกแล้ว

ดังนั้น แหล่งวัฒนธรรมและแหล่งภูมิปัญญาในลักษณะนี้ จึงถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการเข้าไปศึกษา ก่อนที่โอกาสในการศึกษาข้อมูลจะสิ้นลง

เทคนิคที่ ๓ เลือกประเด็นศึกษาตามยุทธศาสตร์ขององค์กร การเลือกประเด็นเช่นนี้ จะทำให้สามารถดำเนินงานได้ตามยุทธศาสตร์ที่องค์กรได้กำหนดไว้ สามารถนำไปบูรณาการกับโครงการอื่น หรือหน่วยงานอื่นๆ ได้ อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ขององค์กร

เทคนิคที่ ๔ เลือกหัวข้อที่ผู้ศึกษาสนใจ อยากรู้ อยากเห็น อาจมาจากประสบการณ์ หรือเป็นความเชี่ยวชาญส่วนตัวในศาสตร์นั้นๆ และอาจมาจากปรากฏการณ์ทางสังคม ที่กำลังประสบอยู่ในขณะนั้น ซึ่งกำลังต้องการทางออก หรือวิธีการแก้ไขปัญหา

 

เทคนิคการเตรียมความพร้อมก่อนการเก็บข้อมูล

ก่อนการลงภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ศึกษาควรวางแผนขั้นตอนการเก็บข้อมูลว่าต้องการทราบเรื่องใดบ้าง แล้วควรจะต้องไปสัมภาษณ์ใคร ที่ไหน และเวลาใด หลังจากนั้นจึงดำเนินการนัดหมายกับผู้ให้ข้อมูล เพื่อเป็นมารยาทและเพื่อความสะดวกในการทำงานและไม่ทำให้เสียเวลา เทคนิคการเตรียมความพร้อมก่อนการเก็บข้อมูล มีดังนี้

การวางแผน

ผู้ศึกษาควรมีการวางแผน ก่อนการเข้าพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลในท้องถิ่นแต่ละครั้ง ตามหลักสำคัญ ๓ ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านเวลา และด้านสถานที่ ดังนี้

ด้านเนื้อหา หมายถึงแหล่งข้อมูล หากเป็นการเก็บข้อมูลประเภทบุคคลควรพิจารณาบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลได้ หรืออาจใช้วิธีสุ่ม โดยแบ่งเป็นเพศ วัย อาชีพ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงหรือเท่ากัน หากเป็นข้อมูลประเภทอื่นๆ เช่น เอกสาร ภาพถ่าย เสียง วิดีโอ ก็ควรมีการคัดกรองให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่ต้องการมากที่สุด

ด้านเวลา ได้แก่ การกำหนดระยะเวลาในการเก็บข้อมูล เช่น หากเป็นข้อมูลประเภทพิธีกรรม ประเพณี ก็ต้องมีการสอบถาม หรือนัดหมายกับผู้ให้ข้อมูลล่วงหน้า หรือกลุ่มข้อมูลบุคคลที่มีต้องประกอบอาชีพ ก็ควรมีการนัดหมายเวลาล่วงหน้า

ด้านสถานที่ ควรมีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีผู้สามารถให้ข้อมูลที่สำคัญก่อนเป็นลำดับแรกๆ จากนั้นจึงค่อยขยายพื้นที่ย่อยออกไปตามคำบอกเล่า หรือสถานที่ที่ต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

การเตรียมตัวในการลงพื้นที่

๑.สำรวจข้อมูล ผู้ศึกษาควรสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนก่อนลงพื้นที่  เช่น สภาพภูมิประเทศ สภาพสังคม วัฒนธรรม และศาสนา จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น หนังสือ สื่อจากอินเตอร์เน็ต ศึกษาแผนที่ เพื่อเป็นการทบทวนข้อมูล และเข้าใจขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นพอสังเขป

ในกรณีที่ผู้ศึกษาข้อมูลไม่รู้จักผู้ใดในชุมชนเลย การลงพื้นที่ครั้งแรก อาจเป็นการสำรวจพื้นที่ทางกายภาพ และสำรวจบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลได้ เช่น ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือครูภูมิปัญญา จากนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึกจากผู้รู้ ผู้ศึกษาควรนัดหมายเวลาในการเข้ามาสัมภาษณ์ และควรแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือกับคนในพื้นที่ เพื่อให้มีจุดหมายในการเข้าไปสำรวจและสอบถามข้อมูล

๒.การนัดหมาย วัน เวลา เป็นสิ่งสำคัญในการเข้าพื้นที่ศึกษาข้อมูล เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลทราบ และเตรียมตัว เตรียมเวลา และมีความเต็มใจในการให้ข้อมูล เพราะถ้าไม่มีการนัดเวลาล่วงหน้า ผู้ศึกษาข้อมูลก็อาจจะ “เสียเที่ยว” เปลืองเวลาในการเก็บข้อมูล

๓.ศึกษาเส้นทางในการเดินทาง เนื่องจากบางท้องถิ่น ตั้งอยู่ในเส้นทางที่
ผู้ศึกษาไม่คุ้นเคย อาจทำให้เสียเวลาในการสอบถามทาง หรือหลงทางได้ จนเป็นเหตุให้พลาดนัดกับผู้ให้ข้อมูลได้

เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์

การแต่งกาย

ผู้ศึกษาควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการแต่งกายเข้าพื้นที่สำรวจข้อมูล เนื่องจากการแต่งกายที่เหมาะสม ย่อมมีส่วนส่งเสริมให้ผู้ให้ข้อมูลเต็มใจตอบคำถาม  เช่น การแต่งเครื่องแบบราชการ หรือเครื่องหมายราชการ ในการเก็บข้อมูล ด้านหนึ่งอาจได้รับความเกรงใจจากผู้ให้ข้อมูล แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดความห่างเหิน ไม่เป็นกันเอง และโดยเฉพาะหากพื้นที่นั้น มีความเปราะบางทางสังคม หรือวัฒนธรรมมากๆ อาจส่งผลให้ผู้ที่จะให้ข้อมูลเกิดความไม่ไว้วางใจ และไม่กล้าให้ข้อมูลให้มากเท่าที่ควร

ดังนั้น การสำรวจสภาพสังคม วัฒนธรรม และศาสนาของพื้นที่ และศึกษานิสัยใจคอของบุคคลที่จะให้ข้อมูล ก่อนการเข้าพื้นที่สอบถามข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการพิจารณาการแต่งกายให้เหมาะสมได้

อุปกรณ์

  • กล้องถ่ายรูป หรือ กล้องจากโทรศัพท์มือถือที่มีความคมชัด สามารถบันทึกภาพได้สะดวก และชัดเจน
  • สมุดจดบันทึก
  • เครื่องบันทึกเสียง
  • ในกรณีบันทึกภาพเคลื่อนไหว ควรเตรียมกล้องวิดีโอ และขาตั้งกล้อง พร้อมปลั๊กไฟเพื่อที่จะได้ไม่ต้องหยิบยืมจากผู้ให้ข้อมูล
  • แผนที่ หรือ แผนผัง เป็นอุปกรณ์ประกอบการให้ข้อมูลที่จำเป็น เนื่องจากเวลาผู้ให้ข้อมูล เล่าถึงตำแหน่งแห่งหนใด ก็สามารถหยิบจับขึ้นมาใช้ในการชี้จุด และกำหนดตำแหน่งได้ รวมไปถึง ใช้เป็นโครงร่างสำหรับสร้างแผนที่จากความทรงจำอีกด้วย
  • กระดาษเปล่า ขนาด A4 เตรียมสำหรับสร้างแผนที่ หรือใช้ในกรณี
    ที่ต้องการวาดภาพอธิบายสิ่งของ หรือลักษณะอาคารจากความทรงจำของผู้ให้ข้อมูล

002

การเตรียมแผนที่ หรือภาพถ่ายทางอากาศของท้องถิ่นที่ต้องการลงพื้นที่ศึกษา

 

แนวคิดในการศึกษาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ทางวัฒนธรรม

พื้นที่ทางวัฒนธรรม ไม่ใช้พื้นที่ที่แบ่งตามการปกครองของรัฐ เช่น เขตตำบล อำเภอ และจังหวัด แต่เป็นพื้นที่ความสัมพันธ์ทางสังคม  ที่เกิดการเกี่ยวดองกันของผู้คนในท้องถิ่น ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเห็นหน้าค่าตาของคนในพื้นที่ ที่มักมีกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน เช่น ไปทำบุญวัดเดียวกัน ดังนั้น คนในพื้นที่จะรู้ขอบเขตของพื้นที่วัฒนธรรมของตนเอง

ดังนั้น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น   คือการศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้คนในท้องถิ่น โดยมองจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของคนภายในพื้นที่วัฒนธรรมเป็นสำคัญ

การเข้าถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ต้องเข้าถึงคนกับพื้นที่ ด้วยการศึกษาโครงสร้างทางสังคม โดยเก็บข้อมูลจากบุคคลในปัจจุบันเป็นจุดเริ่มต้น แล้วถามความสัมพันธ์ทางสังคม และเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตั้งแต่ ระดับครอบครัว เครือญาติ ชุมชน ย้อนขึ้นไปยังคนรุ่นก่อนๆ จนถึงสมัยที่จำอะไรไม่ได้แล้ว ต่อจากนั้น ถามลงมาถึงคนรุ่นลูกหลาน ของผู้ให้ข้อมูล เพื่อทำให้ได้ข้อมูลอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร และคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นไปอย่างไรในอนาคต

หนังสือแนะนำ

  • ปฏิบัติการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น / มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยพันธุ์
  • เรียนรู้จากแผนที่ เพื่อรู้จักท้องถิ่น / มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยพันธุ์
  • ประวัติศาสตร์บอกเล่มเพื่อเด็กรักษ์ถิ่น / มูลนิธิเล็ก-ประไพ
    วิริยพันธุ์
  • คู่มือฉุกคิด ความหมายของภูมิวัฒนธรรม การศึกษาจากภายในและสำนึกของท้องถิ่น / มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยพันธุ์
  • แนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
    / ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ.
  • ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย / ยงยุทธ ชูแว่น.

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น

อาจารย์ไพฑูรย์ มีกุศล สรุปความหมายของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นดังนี้ ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ที่เป็นรากฐานของคนไทยในประเทศไทยซึ่งได้มีการพัฒนา สืบสานภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม และรับภูมิปัญญาใหม่จากภายนอกโดยมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือผลิตซ้ำ เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพสังคมวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัย  และภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง องค์ความรู้ของชาวบ้านที่เกิดจากการเรียนรู้และสรุปความคิดรวบยอดเป็นองค์รวม จนสามารถพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามและสามารถสืบทอดต่อมา โดยมีการผสมผสานและปรับเปลี่ยนระหว่างภูมิปัญญาเดิมและภูมิปัญญาใหม่อยู่ตลอดเวลา

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีได้แบ่งภูมิปัญญาไทยเป็น ๑๐ สาขา เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษา ดังนี้

๑. สาขาเกษตรกรรม หมายถึงความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะและเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในสภาวการณ์ต่างๆ ได้ เช่น การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน การรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับการเกษตร และการแก้ไขปัญหาด้านการผลิต เป็นต้น

๒. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้านการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัดและเป็นธรรม อันเป็นกระบวนการให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ การรวมตัวกันเป็นกลุ่มตลอดทั้งการผลิต และการจำหน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม เช่น กลุ่มหัตถกรรม กลุ่มโรงสี และศูนย์ศิลปาชีพ เป็นต้น

๓. สาขาแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทาง ด้านสุขภาพและอนามัยได้

๔. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์ จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

๕. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในด้านบริหารจัดการด้านการสะสม และการบริการกองทุนและธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์ เพื่อเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน

๖. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคนให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

๗. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่างๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ เป็นต้น

๘. สาขาการจัดการ หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดำเนินงานด้านต่างๆ ทั้งขององค์กรชุมชน องค์กรทางสังคมอื่นๆ ในสังคมไทย เช่น การจัดองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน ระบบผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน เป็นต้น กรณีของการจัดการเรียนรู้ นับได้ว่า เป็นภูมิปัญญาสาขาการจัดการที่มีความสำคัญ เพราะการจัดการศึกษา เรียนรู้ที่ดี หมายถึงกระบวนการเรียนรู้พัฒนาและถ่ายทอดความรู้
ภูมิปัญญาไทยที่มีประสิทธิผล

๙. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษา ภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภท

๑๐. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่า ให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติ ให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชป่า การประยุกต์ประเพณี เป็นต้น

การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระทั้ง ๑๐ สาขานั้น ผู้ศึกษาสามารถศึกษาสาขาใด สาขาหนึ่ง หรือหลายสาขา ตามความสนใจ หรือเพื่อประโยชน์ของตน และส่วนรวม โดยการศึกษาจากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่ศึกษา จากเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่ศึกษา และการศึกษาภาคสนาม โดยการออกไปเก็บข้อมูลภาคสนาม หรือพื้นที่ที่ศึกษาจากผู้รู้ที่เป็น
พระ ครู ปราชญ์ชาวบ้าน เรียกว่า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ การสัมภาษณ์ในลักษณะนี้เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกหรือเจาะลึก และอาจใช้วิธีศึกษาเพิ่มเติมโดยการสนทนากลุ่ม  (Focus Group) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เที่ยงและตรงมากขึ้น แล้วนำมาจัดกระทำหรือการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ  เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล และเขียนรายงานค้นคว้าวิจัยตามความจริง ตามข้อมูล หรือสารสนเทศที่ศึกษามา การศึกษาวิจัยนอกจากจะได้องค์ความรู้ใหม่เพิ่มมากขึ้นและหลากหลายแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณค่าและมูลค่าทางภูมิปัญญาได้อีกด้วย รวมทั้งยังเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดไปยังอนุชนรุ่นต่อๆ ไปอีกด้วย

แนวคิดทางมานุษยวิทยา

การเก็บข้อมูลในทางมานุษยวิทยา จะเน้นการเก็บข้อมูลกับ “คน” และ “หน่วยการวิเคราะห์” คือ ชุมชน หรืออาจจะเป็นกลุ่มคน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม หรือจะเป็นลุ่มน้ำ เครือญาติ ขึ้นอยู่กับคนเก็บข้อมูลจะเน้นเก็บในเรื่องไหน สำหรับมานุษยวิทยาจะมีประเด็นพื้นฐานในการเก็บข้อมูล ได้แก่

๑. บริบทของชุมชน เช่น ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน

๒. โครงสร้างสังคม เช่น ความสัมพันธ์ของผู้คน (เครือญาติ) กลุ่มองค์กรทางสังคมมีอะไรบ้าง

๓. ระบบการปกครองหรือการเมือง จะดูที่กลุ่มคนที่มีอำนาจมีการจัดสรรทรัพยากรในชุมชนอย่างไร การจัดระเบียบในชุมชนมีวิธีการอย่างไรกันบ้าง

๔. ระบบเศรษฐกิจ เช่น อาชีพ การผลิต การแลกเปลี่ยนสินค้า

๕. ระบบวัฒนธรรมหรือประเพณี ความเชื่อ

การเก็บข้อมูล เริ่มจากประวัติศาสตร์ชุมชนไล่ลงมา โดยจะให้ภาพของเวลาในการเล่าเรื่องซึ่งแล้วแต่ว่าจะหาข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีในการทำวิจัยนั้นก็คือการเขียนบรรยายและพรรณนา โดยเอาประสบการณ์จากการลงพื้นที่ ที่เราลงไปเห็นลงไปสัมผัสมาเขียนพรรณนาให้เกิดเป็นข้อความที่จะเป็นประโยชน์ในงานเขียนชิ้นนี้ หรือที่เรียกว่า “การเขียน แบบชาติพันธุ์วรรณา Ethnography”

การเขียนแบบชาติพันธุ์วรรณา เป็นการพรรณนาทางวัฒนธรรม ที่เป็นวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง จากมุมมองของคนท้องถิ่น เป็นการเขียนบรรยายเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมอย่างละเอียดซึ่งจะแตกต่างจากการเขียนบันทึกไดอารี่ โดยจะเป็นการเจาะประเด็นเฉพาะ ที่เราสนใจ สามารถใช้เทคนิค การพรรณนาอย่างเข้มข้น (Thick description ) ของ คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Geertz) ที่พรรณนาในรายละเอียดของเรื่องที่เฉพาะเจาะจง และให้ความสำคัญต่อบริบทของเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสรุปความหมายทางวัฒนธรรม เช่น ถ้าสนใจเรื่องพิธีธรรม ผู้เขียนก็อาจจะให้น้ำหนักของเรื่องนี้มากกว่าประเด็นอื่น เป็นต้น

ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจะประกอบไปด้วย ข้อมูลที่ลงพื้นที่ (บริบทชุมชน) การทำแผนที่ เช่น การทำแผนที่เดินดิน หรือการลงภาคสนามจะทำให้เข้าใจบริบทชุมชนได้มากขึ้นและยังจะช่วยให้การเขียน การวิเคราะห์เรื่องได้ง่ายขึ้น และยังทำให้มีเนื้อเรื่องมากขึ้นอีกด้วย

การเก็บข้อมูลชุมชนท้องถิ่นสำหรับมานุษยวิทยาจะใช้วิธีการที่เรียกว่า “Holistic” หรือศึกษาแบบองค์รวม แต่ถ้ามีเรื่องที่สนใจเราจะเอาไปไว้อีกบทเพื่อที่จะเจาะเรื่องนั้นให้ลึกเข้าไปอีก โดยการลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในชุมชนนั้น เพื่อให้เห็นมุมมองของชาวบ้าน ซึ่งมานุษยวิทยาจะเรียกว่า “Ethic” หรือ เป็นการให้ข้อมูลจากคนใน แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลสรุปแล้วนำเสนอ

ข้อควรระวัง: ผู้ศึกษา ควรระวังประเด็นเรื่องความขัดแย้ง ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา ลัทธิทางการเมือง หรือวัฒนธรรมในบางท้องถิ่น โดยอาจใช้นามสมมุติ แทนชื่อและนามสกุลจริงของผู้ให้ข้อมูล โดยจะต้องระบุอายุของผู้ให้ข้อมูล และวงเล็บว่า “นามสมมุติ” เพื่อจะรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งมากที่สุด

 หนังสือแนะนำ

  • เบื้องหลังหน้ากาก / เจอรัลด์ ดี แบรี่แมน แปลโดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย หนังสือเล่มนี้จะอธิบายทฤษฏีหน้าฉากหลังฉากคือ การให้ข้อมูลจากชาวบ้านเปรียบดังละครเรื่องหนึ่ง หมายถึง เมื่อชาวบ้านพบปะกับชาวบ้านด้วยกันเองก็อาจจะให้ข้อมูลอย่างหนึ่ง แต่เมื่อพบปะกันผู้เก็บข้อมูลซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ ก็อาจให้ข้อมูลเป็นอีกแบบหนึ่ง
  • เครื่องมือ ๗ ชิ้น เรียนรู้วิถีชุมชน / นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
  • การสร้างใหม่ของอัตลักษณ์ไทในใต้คง / ยศ สันตสมบัติ

003

สะพานไม้ อันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นริมคลองเจ้าเจ็ดอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

เทคนิคการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเข้าถึงผู้ให้ข้อมูล

ผู้เก็บข้อมูล ควรรู้วิธีเข้าถึงตัวผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ ควรทราบว่าผู้ใดสามารถให้ข้อมูลที่ต้องการทราบได้บ้าง

เทคนิควิธีที่ง่ายที่สุด อาจเริ่มสืบเสาะหาตัวผู้รู้จากคนในหน่วยงานเดียวกันก่อน หรือคนในเครือข่ายหรือในแวดวงเดียวกัน หรือเพื่อนในสื่อสังคมออนไลน์  ซึ่งบางทีเขาอาจให้ข้อมูลได้ว่า เรื่องที่ต้องการศึกษานั้น ควรเข้าไปสอบถามผู้ใด หรือสามารถช่วยเป็นธุระพาไปแนะนำตัวกับผู้รู้ได้

บุคคลสำคัญต่อมา ที่ควรเข้าไปสัมภาษณ์ข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือพระภิกษุที่จำพรรษามาเป็นเวลานาน หรือเป็นผู้มีพื้นเพอยู่ในท้องถิ่นนั้น มิใช่เพิ่งย้ายมาจำพรรษา ลำดับต่อมาเป็นผู้อาวุโสของท้องถิ่นที่อยู่มาดั้งเดิม คนที่มีอิทธิพลกับคนในชุมชน เช่น หัวหน้าชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ถ้าต้องการทราบความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ควรเลือกคุยกับพ่อค้า คนขายของในตลาด จะทำให้เห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจ เช่น จากเดิมเขามีอาชีพขายของ แต่ต่อมาอาจขยายกิจการเปิดร้านขายของเป็นของตนเอง ก็สามารถนำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นได้ เป็นต้น

004

บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างคณะทำงานของสถาบันอยุธยาศึกษากับผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม

เทคนิคการสร้างความคุ้นเคยกับผู้ให้ข้อมูล

เทคนิคที่ ๑ การแนะนำตัว ผู้เก็บข้อมูลควรแนะนำตัว โดยบอกเล่ากับผู้ให้ข้อมูลทราบว่า ชื่ออะไร มาจากไหน มาทำอะไร และใช้เวลาในการพูดคุยประมาณเท่าไร นอกจากนี้ยังควรขออนุญาตผู้ให้ข้อมูล ก่อนบันทึกเสียงและจดบันทึก เพื่อให้ทราบว่าจะนำข้อมูลไปทำอะไร และบอกสาเหตุที่เลือกเป็นกลุ่มเก็บข้อมูล และผลที่จะได้รับจากการให้ข้อมูลด้วย

เทคนิคที่ ๒ สนทนาเรื่องทั่วๆ ไปก่อน การลงพื้นที่ครั้งแรก หรือพบปะกับผู้ให้ข้อมูลครั้งแรก อาจจะยังไม่ใช้วิธีการสัมภาษณ์ หรือสอบถามมุ่งตรงประเด็นที่ต้องการโดยทันที แต่จะเป็นการสนทนาเรื่องทั่วๆ ไป เช่น พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบของผู้ให้ข้อมูล โดยประเมินจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือคอยสังเกตเรื่องที่ผู้ให้ข้อมูลให้ความสนใจ และชวนพูดคุยให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเอง จนกระทั่งสามารถประเมินได้ว่าผู้ให้ข้อมูล มีความพร้อมที่จะให้ข้อมูล จากนั้นจึงค่อยๆ พูดคุยซักถาม โดยควรเริ่มจากคำถามกว้างๆ ที่เป็นปลายเปิด แล้วค่อยขมวดเข้าประเด็นที่ต้องการ

เทคนิคที่ ๓ หลีกเลี่ยงศัพท์วิชาการ หากเป็นระดับชาติพันธุ์ หรือชาวบ้านไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้ภาษาวิชาการ หรือศัพท์ภาษาต่างประเทศซับซ้อนเกินความเข้าใจ

เทคนิคที่ ๔ หลีกเลี่ยงประเด็นเปราะบาง ผู้เก็บข้อมูล คอยสังเกตอาการของผู้ให้ข้อมูล หากมีประเด็นที่เปราะบาง และเริ่มสร้างความกระทบกระเทือนต่อผู้ให้ข้อมูล ควรหลีกเลี่ยงประเด็นนั้นทันที เช่น การที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง การคบชู้ ปัญหาเรื่องภาระหนี้สิน หรืออาจจะถามตรงๆ ถึงความพร้อมในการตอบข้อซักถาม

เทคนิคที่ ๕ มอบของฝากให้แก่ผู้ให้ข้อมูล แม้ไม่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แต่การเตรียมของฝากเล็กๆ น้อยๆ ไปมอบให้ผู้ให้ข้อมูลนั้น ก็เป็นหนึ่งในวิธีสร้างความสัมพันธภาพในครั้งแรกได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างความคุ้นเคย และเกิดความไว้ใจในการให้ข้อมูลได้ง่ายขึ้น การเตรียมของที่ระลึก
มีข้อคำนึง ดังนี้

  • กรณีสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้อาวุโส อาจเตรียมของที่ระลึก ประเภทอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายมาก แต่ถ้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ก็สามารถมอบสื่อทางวิชาการของหน่วยงานแทนก็ได้
  • กรณีสัมภาษณ์หน่วยงานราชการ หน่วยงานด้านการศึกษา เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากร ควรมอบสื่อทางวิชาการของหน่วยงาน เช่น วารสาร สิ่งพิมพ์ หรือ รายงานสรุปองค์ความรู้จากการจัดกิจกรรมของหน่วยงาน
  • กรณีสัมภาษณ์บุคคลทั่วไป หรือครูภูมิปัญญา อาจมอบขนม หรืออาหารทานเล่น (จากต่างพื้นที่) เป็นของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ตามงบประมาณ และความเหมาะสม ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายขนม หรือร้านเบเกอรี่ ซึ่งบางร้านมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม และมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย

เทคนิคที่ ๖ มีส่วนร่วมในกิจกรรมของท้องถิ่น ผู้เก็บข้อมูลควรทำตัวกลมกลืนไปกับคนท้องถิ่น เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกับคนในท้องถิ่น การไปร่วมทำบุญเมื่อคนในท้องถิ่นบอกบุญหรือเชื้อเชิญมา หรืออุดหนุนสินค้า หรือบริการของคนในท้องถิ่น

การเก็บข้อมูลสัมภาษณ์

คุณลักษณะที่ดีของผู้สัมภาษณ์คือรู้จักป้อนคำถามให้เหมาะสม และสนองตอบประเด็นที่ต้องการทราบ สามารถจับใจความสำคัญและซักถามกลับ รวมทั้งเป็นผู้กำหนดกรอบการพูดคุยให้อยู่ในประเด็นที่ต้องการได้  ซึ่งอาจมีผู้ดำเนินรายการหนึ่งคน และมีผู้ช่วยผู้ดำเนินการทำหน้าที่คอยจดบันทึกอีกคนหนึ่ง

การสัมภาษณ์มี ๒ ลักษณะคือ ๑.สัมภาษณ์ข้อมูลพอสังเขป และ ๒.สัมภาษณ์ข้อมูลอย่างละเอียด

การสัมภาษณ์ข้อมูลพอสังเขป  เป็นการขอข้อมูลอย่างคร่าวๆ จากผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ใคร่สะดวกให้ข้อมูลมากนัก ซึ่งอาจมีหลายปัจจัย เช่น ไม่มีเวลาให้สัมภาษณ์มากนัก เนื่องจากมีภารกิจ หรือกำลังประกอบอาชีพอยู่

ผู้สัมภาษณ์ควรเจาะประเด็นคำถามที่สำคัญๆ แบบเฉพาะเจาะจง ที่เกี่ยวกับตัวผู้ให้สัมภาษณ์โดยตรง เช่น ถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน ถามเกี่ยวกับอาชีพ วิถีชีวิตของเขา หรือเป็นการถามทบทวนความถูกต้องภายหลังจากไปสัมภาษณ์อย่างละเอียดจากบุคคลอื่นมากแล้ว

เมื่อได้ข้อมูลพอสังเขปแล้ว ผู้ศึกษาอาจสังเกตท่าทีของผู้ให้ข้อมูลว่า เขาสะดวกให้ข้อมูลต่อไปหรือไม่ ถ้าไม่สะดวกก็เป็นอันยุติการสัมภาษณ์ได้ แต่ถ้าผู้ให้ข้อมูล เริ่มมีความเต็มใจ หรือมีความสนิทใจในการให้ข้อมูลแล้ว ก็อาจยินดีให้ข้อมูลเชิงลึกด้านอื่นๆ ตามแบบสำรวจข้อมูลต่อไปได้ หรืออาจให้เวลานัดหมาย เพื่อมาขอรับข้อมูลเพิ่มเติมในโอกาสต่อไปได้

การสัมภาษณ์ข้อมูลอย่างละเอียด เหมาะสำหรับการสัมภาษณ์ผู้ที่มีเวลา และมีความเต็มใจในการให้ข้อมูล เช่น ผู้รู้จักที่มีความสนิทสนมในระดับหนึ่ง มีความคุ้นเคยกัน หรือผู้ที่ไม่มีภารกิจ หรือหน้าที่อื่นใด หรือผู้ที่นัดหมายเวลาในการสัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

บุคคลในกลุ่มนี้ มักจะสามารถให้ข้อมูลได้ดีและเต็มที่มากกว่า และในกรณีที่เก็บข้อมูลไม่ครบตามที่ต้องการ ผู้ศึกษายังอาจสามารถขอเข้ามาสัมภาษณ์ได้ในโอกาสถัดมาได้อีกด้วย

วิธีการสัมภาษณ์ข้อมูลอย่างละเอียด ทำได้ดังนี้

ขั้นแรก พูดคุย เล่าที่มาที่ไป รายละเอียดของงานที่ศึกษา และรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นข้อมูลที่ต้องการทราบ จากนั้นก็รับฟังข้อมูลที่ผู้ให้ข้อมูลอยากจะเล่า เพื่อรู้ว่าผู้ให้ข้อมูลมีข้อมูลพื้นฐานอะไรอยู่บ้าง

ขั้นที่สอง ซักถามเจาะลึก ตามแบบสัมภาษณ์ ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับอาชีพ และวิถีชีวิตของเขาแล้ว ยังได้สามารถถามข้อมูลแวดล้อมเกี่ยวกับ อัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น โครงสร้างทางสังคม การรับรู้และความทรงจำต่อท้องถิ่น ภูมิวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ทางสังคม ทางธรรมชาติ และทางสิ่งเหนือธรรมชาติ และประเด็นอื่นๆ

เทคนิคการสัมภาษณ์โดยเปรียบเทียบกับกรณีของท้องถิ่นอื่น

ในบางกรณีพบว่าผู้ให้ข้อมูลไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นประโยชน์ได้ เนื่องจากผู้ให้ข้อมูล คิดคำตอบไม่ออก และมักปฏิเสธว่าไม่ทราบก่อน ผู้สัมภาษณ์ควรเปลี่ยนวิธีการสอบถาม โดยใช้วิธีการพูดคุย สอบถามเทียบเคียงกับกรณีตัวอย่างของท้องถิ่นอื่น เช่น การพูดคุยว่าในท้องถิ่นอื่นมีพิธีกรรมประเภทหนึ่ง มีวิธีการปฏิบัติต่างๆ แล้วถามกลับมาที่ท้องถิ่นนี้ ว่ามีพิธีกรรมในลักษณะนี้ด้วยหรือไม่ เมื่อผู้ให้ข้อมูลได้ฟังกรณีของท้องถิ่นอื่น ก็อาจจะช่วยให้เขาสามารถนึกคำตอบ และอธิบายเป็นเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในท้องถิ่นของเขาเองได้

การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

ภายหลังจากการสัมภาษณ์ ควรนำข้อมูลมาทบทวน ตรวจสอบความถูกต้องแน่นอน ด้วยการสอบถามประเด็นเดียวกันกับผู้ให้ข้อมูลคนอื่น เพื่อดูทิศทางการรับรู้ของคนในท้องถิ่น ว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ หรือแตกต่างกันอย่างไร

005

บรรยากาศสองฝั่งคลองเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา อำเภอพระนครศรีอยุธยา

แบบสัมภาษณ์

การจัดทำแบบสัมภาษณ์ ผู้ศึกษาข้อมูล ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และควรตั้งจุดมุ่งหมายของการศึกษาข้อมูลเสียก่อน จึงจะทราบว่าควรจะสัมภาษณ์อะไรบ้าง

เมื่อทราบความมุ่งหมายในการเก็บข้อมูลที่แน่ชัดแล้ว จึงสามารถสร้างแบบสัมภาษณ์ เพื่อใช้เป็นกรอบในการเก็บข้อมูล แต่เวลาลงพื้นที่สัมภาษณ์จริงนั้น มักพบว่า มีการใช้เวลาสัมภาษณ์นานเกินไป ผู้เก็บข้อมูลจึงอาจเลือกประเด็นในแบบสัมภาษณ์มาเพียงบางประเด็นก่อนก็ได้ แล้วถ้ามีโอกาสค่อยเก็บในประเด็นที่เหลือในการสัมภาษณ์ครั้งต่อๆ ไป

การเก็บข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชาวบ้าน

การสร้างแบบฟอร์มในการเก็บข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น และปราชญ์ชาวบ้าน ประกอบด้วย

๑. ชื่อ-นามสกุล ของภูมิปัญญา/ปราชญ์ท้องถิ่น

๒. ลักษณะของภูมิปัญญา

  •  วรรณกรรมและภาษา
  •  ศิลปะการแสดง
  •  แนวปฏิบัติทางสังคม การศึกษา การเกษตร
  •  ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติ และจักรวาล (การรักษา แพทย์แผนโบราณ ผู้นำทางจิตวิญญาณ พิธีกรรม)
  •  งานช่างฝีมือดั้งเดิม งานหัตถกรรม
  •  การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

๓. สาระสำคัญของภูมิปัญญา และประวัติความเป็นมาโดยสังเขป

๔. อธิบายลักษณะเฉพาะของภูมิปัญญา/ปราชญ์ท้องถิ่น (ขยายความจากข้อ ๒ เช่น ขั้นตอน กระบวนการ วิธีการ )

๕. คุณค่าและบทบาทของภูมิปัญญาต่อชุมชน และสังคม

๖. สถานภาพการดำรงอยู่ของภูมิปัญญา

๗. ภาพประกอบ

โดยทั้งหมดนี้เมื่อเราสามารถเป็นรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นได้แล้ว ก็จะสามารถนำมาสืบค้นขยายความต่อได้เป็นลักษณะการวิจัยแบบมีส่วนร่วม หรือกฤตภาคข้อมูลภูมิปัญญา/ปราชญ์ท้องถิ่น หรือจัดทำเอกสารเผยแพร่ได้ในลำดับต่อไป

การเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

เริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วยการถามชื่อจริง ชื่อเล่น และชื่อเรียกทางสังคม หมายถึง ชื่อที่คนในชุมชนท้องถิ่นเรียกขานผู้ให้ข้อมูล ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นต้น

ข้อมูลด้านอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชุมชนได้ โดยถามคำถามแก่ผู้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ ชาติพันธ์ และการตั้งถิ่นฐาน วิถีชีวิต ประเพณีท้องถิ่น ศิลปกรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น คติความเชื่อ การละเล่น ของท้องถิ่น เป็นต้น

ข้อมูลด้านโครงสร้างทางสังคม ผู้ศึกษา ควรทบทวนทฤษฏีเกี่ยวกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงจะเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาโครงสร้างสังคม ซึ่งจะทำให้ผู้เก็บข้อมูลทราบว่า ตั้งคำถามไปเพื่ออะไร และจะนำคำตอบไปใช้ได้อย่างไร

คำถามด้านโครงสร้างทางสังคม ได้แก่ การเข้ามาอยู่อาศัยของบรรพบุรุษ และเครือญาติ การทำมาหากินของบรรพบุรุษ และทายาท คือ การสอบถามจากตัวผู้ให้ข้อมูล ขึ้นไปถึงพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ทวด จนกระทั่งสืบทราบต่อไปไม่ได้

จากนั้นถามคำถามเดียวกัน แต่ไล่ลงมาสู่ทายาท คือ การทำมาหากิน หรือแนวโน้มในการทำมาหากินของ ลูก หลาน เพื่อจะทำให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของครอบครัวๆ หนึ่ง อันเป็นข้อมูลเล็กๆ ที่จะนำไปประกอบเป็นภาพใหญ่ของโครงสร้างทางสังคมของชุมชนนั้นๆ ได้

ข้อมูลด้านการรับรู้ และความทรงจำต่อท้องถิ่น ข้อมูลนี้จะช่วยทำให้ทราบถึงความทรงจำร่วมกันของคนในท้องถิ่น ถึงสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ถ้าหลายๆ คน มีความทรงจำร่วมกัน อาจเรียกได้ว่าสิ่งนั้น เป็นความทรงจำของท้องถิ่น เช่น เหตุอุทกภัยในบางปี เหตุอัคคีภัย เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน เหตุการณ์การมาเยือนของบุคคลสำคัญ เช่น รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือองค์พระประมุข หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นต้น

คำถามสำคัญคือ การรับรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชน เรื่องเล่าและตำนานในท้องถิ่น ความทรงจำเกี่ยวกับชุมชน รวมถึงภาพถ่ายเก่า ถ้าผู้ให้ข้อมูลยินดี ก็ควรถ่ายรูปกลับมาอ้างอิงได้

เทคนิคการสำเนาภาพถ่ายเก่า

เมื่อทราบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีภาพถ่ายเก่า หรือเอกสารเก่า เช่น  โฉนดที่ดิน เอกสารราชการต่างๆ หรือตำรายาโบราณ ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอผลงาน ผู้เก็บข้อมูลควรขออนุญาตเจ้าของภาพหรือเอกสารในการนำมาสำเนาก่อน ซึ่งถ้าได้รับการยินยอมจากผู้ครอบครองแล้ว ไม่ควรยืมมาสำเนาเอง เนื่องจากภาพถ่ายเก่า หรือเอกสารเก่า  อาจเกิดความชำรุดเสียหาย และไม่สามารถซ่อมแซมหรือหาทดแทนได้

ผู้เก็บข้อมูลควรใช้กล้องถ่ายรูป หรือสมาร์ทโฟนที่มีความคมชัดสูง บันทึกไว้ทีละภาพ หรือทีละหน้า และควรทำป้ายกระดาษเขียนหมายเลขกำกับไว้ในแต่ละหน้า เพื่อป้องกันการสลับข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้วสามารถนำภาพมาตกแต่งให้คมชัด และปรับเป็นเอกสาร pdf หรือ jpg ที่สามารถนำไปใช้ในการศึกษาได้

 

การถอดองค์ความรู้

ภายหลังจากการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่ศึกษาแล้ว ผู้ศึกษาจะต้องนำความรู้ที่ได้จากการสัมภาษณ์ ทั้งในรูปของการจดบันทึก หรือเทปบันทึกเสียง มาถอดองค์ความรู้ โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพรรณนา เขียนบรรยายออกมาเป็นเนื้อหาที่สามารถเข้าใจง่าย และตอบสนองวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่วางไว้ ซึ่งมีเทคนิคการถอดองค์ความรู้ดังนี้

การจัดเก็บข้อมูล

นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ในแต่ละครั้ง มาถอดเนื้อหา เช่น การถอดเทป แล้วจัดเก็บเนื้อหาอย่างเป็นระเบียบ ตามวันเวลาที่ทำการเก็บข้อมูล เพื่อสะดวกในการอ้างอิงบุคคล และวันที่สัมภาษณ์

การวิเคราะห์จำแนกข้อมูล

นำข้อมูลมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ ตามเค้าโครงที่วางไว้ จะทำให้ผู้ศึกษาทราบว่า ยังขาดข้อมูลในประเด็นใดบ้าง และในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป ก็ให้มุ่งเน้นค้นคว้าไปที่ประเด็นนั้นๆ จนกระทั่งครบถ้วนทุกประเด็น

ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ศึกษาได้วางโครงเรื่องในการศึกษาภูมิปัญญาการทำงอบสานไว้ว่า ๑.ความเป็นมา ๒.อุปกรณ์การทำ ๓.วิธีการทำ ๔.สถานะและการดำรงอยู่ของภูมิปัญญา ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับความเป็นมา จากการสัมภาษณ์ในแต่ละครั้ง ก็ให้คัดข้อมูลที่เกี่ยวกับความเป็นมาทั้งหมด ไปจัดอยู่ในกลุ่มข้อมูลความเป็นมา

จากนั้น เมื่อแยกแยะเนื้อหาเข้าไว้ตามประเด็นหัวข้อทั้งหมดแล้ว ผู้ศึกษาก็จะทราบว่า ข้อมูลประเด็นต่างๆ มีครบถ้วนแล้วหรือไม่ ถ้าประเด็นใดยังมีความคลุมเครือ ก็ตั้งคำถาม และกลับไปสัมภาษณ์เพื่อเติมเต็มข้อมูลในส่วนนั้นให้สมบูรณ์ต่อไป และเมื่อมีข้อมูลที่ครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว ผู้ศึกษาจึงจะสามารถนำมาเขียนบรรยายออกเป็นเนื้อหาได้

การเขียนบรรยายข้อมูล

นำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์สังเคราะห์ในแต่ละประเด็น มาเขียนบรรยายพรรณนาให้ครอบคลุมตามโครงเรื่องที่กำหนดไว้ โดยใช้ทักษะและศิลปะการเขียน บรรยายเนื้อหาให้สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าอ่าน โดยคงรักษาความถูกต้อง ไม่เขียนเนื้อหาเกินกว่าข้อมูลที่ได้รับ มิเช่นนั้น จะเป็นการบิดเบือนข้อมูล และสร้างความเสียหายให้แก่ข้อเท็จจริง

ตัวอย่างการสังเคราะห์ข้อมูล

กรณีศึกษาที่ ๑ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชุมชนตลาดสมจิตร

006

ตัวอย่างข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์

สัมภาษณ์เมื่อ ๒๘ ก.ย.๕๙

  • สมจิตร นักบุกเบิก ป่าโมก
  • เมีย ทองม้วน บางปะหัน –> ทำนา
  • เริ่มต้นชีวิตด้วยการค้า
  • สมัยนั้นแม่น้ำเป็นเส้นทางหลัก
  • ทำการค้าขาย ชัยนาท —> ปากน้ำโพธิ์
  • พ่วงเรือโยงไป ซื้อของทางเหนือขายใต้ ใต้ขายเหนือ

สามารถถอดความและบรรยายออกมาได้ดังนี้

ประวัติของนายสมจิตร แตงพันธ์ ผู้บุกเบิกตลาดสมจิตร

นายสมจิตร แตงพันธ์ มีพื้นเพเป็นคนอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง มาแต่งงานอยู่กินกับนางทองม้วน แตงพันธ์ ชาวอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งสองประกอบอาชีพค้าขายทางน้ำ ขึ้นล่อง อยุธยา – ชัยนาท – ปากน้ำโพธิ์ ด้วยกัน ตามวิถีทางของคนในยุคที่สังคมไทยลุ่มน้ำภาคกลางยังอาศัยแม่น้ำและลำคลองเป็นเส้นทางสัญจรหลัก ทำการค้าขายโดยนำสินค้าจากอยุธยาขึ้นไปขายทางเมืองตอนเหนือ และนำสินค้าจากเมืองทางเหนือลงมาค้าขายแลกเปลี่ยนที่อยุธยา (สมศักดิ์ แตงพันธ์, ๒๕๕๙๒๘ กันยายน)

กรณีศึกษาที่ ๒ วิถีชีวิตชาวเล

“ชาวประมงออกเรือหา กุ้ง ปลา ปลาหมึก ทุกวัน เหนื่อยมากๆ ไม่มีวันหยุด ลูก ๒ คน บางวันได้น้อย บางวันได้มาก”

เมื่อสังเคราะห์ข้อมูลแล้ว จะได้เนื้อหาดังนี้

“…ชีวิตชาวเล ต้องหากินอยู่กับน้ำกับฟ้า ทุกๆ วัน หากวันไหนธรรมชาติไม่เป็นใจ กลับมาบ้านก็ต้องนั่งกลัดกลุ้ม วันไหนออกเรือแล้วได้กุ้ง ปลา ปลาหมึก มากมายไว้เป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว และเหลือให้ขายได้บ้าง ก็พอจะยิ้มออก เพราะจะได้มีเงินไว้ให้ลูก ๆ ไปโรงเรียน และเก็บหอมรอมริบไว้ใช้ยามจำเป็น..”

การสร้างแผนที่จากความทรงจำ

การสร้างแผนที่จากความทรงจำ เป็นการทำแผนที่ของท้องถิ่นในอดีต จากการสัมภาษณ์ผู้คนในท้องถิ่น เมื่อให้ทราบว่าพื้นที่บริเวณที่ศึกษา เคยเป็นอะไรมาก่อน เพื่อทำให้ทราบความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน

วิธีการสร้างแผนที่ความทรงจำในอดีตมีเทคนิคดังนี้

ขั้นที่ ๑ ผู้ศึกษา เตรียมกระดาษเปล่า พร้อมแผ่นรอง หรือกระดานรอง และแผนที่ปัจจุบัน หรือภาพถ่ายทางอากาศจาก Google Earth

ขั้นที่ ๒ พูดคุยสอบถาม เรื่องราวในอดีต เพื่อให้ทราบข้อมูลว่าพื้นที่ศึกษา เคยเป็นอะไรมาก่อน เช่น ถ้าพื้นที่ศึกษาเป็นตลาด ให้สอบถามว่าบริเวณใดเคยขายอะไร โดยเริ่มต้นจากบ้านหรือร้านของผู้ให้ข้อมูล ต่อมาเป็นหลังข้างเคียง และค่อยๆ ขยายออกมาเป็นชุมชนหรือตลาด ถ้าเป็นการศึกษาชุมชน ก็อาจขยายไปตามแนวคลอง หรือแนวถนน ซึ่งเป็นลักษณะการขยายตัวแบบชุมชนท้องถิ่นของไทย

ผู้ให้ข้อมูลก็จะเล่าจนเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านของเขา และพื้นที่ต่างๆ ทั้งบ้านเครือญาติ บ้านเพื่อน วัด สถานที่ราชการ ตลาด ร้านค้า สถานที่ประชุม หรือพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน เช่น ลานตากข้าว ลานใต้ต้นโพธิ์ ศาลเจ้า ศาลผี ฯลฯ ผู้ศึกษาควรฟังรายชื่อสถานที่ต่างๆ แล้วจดจำ รายชื่อเหล่านั้น เพื่อติดตามให้ผู้ให้ข้อมูลระบุตำแหน่งเหล่านั้นจนครบถ้วนในขั้นตอนต่อไป

ขั้นที่ ๓ ร่างแผนที่ทางกายภาพลงบนกระดาษเปล่าที่เตรียมไว้ เช่น เส้นทางน้ำ เส้นทางถนน แล้วสอบถาม รายชื่อสถานที่ต่างๆ ที่เล่ามาทั้งหมด ว่าอยู่ตรงตำแหน่งใดบ้าง จะทำให้เราได้แผนที่ขั้นต้น ที่ระบุตำแหน่ง หรือเขียนโยงเส้นออกมาอธิบายสถานที่ ไล่เรียงไปตามลำดับระยะทาง

ขั้นที่ ๔ เมื่อได้แผนที่ขั้นต้นแล้ว จึงนำมาเขียนเป็นแผนที่สำหรับเผยแพร่ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ตามความถนัดของผู้จัดทำ เช่น

  • เขียนด้วยมือ โดยใช้ลายเส้นจากปลายปากกาอย่างง่ายๆ อาจใช้กระดาษลอกลาย หรือปรินท์แผนที่แบบจางๆ จากในคอมพิวเตอร์
    มาเป็นโครงร่างในการเขียนก็ได้
  • ทำแผนที่โดยใช้เครื่องมือง่ายๆ ตามความถนัด จาก Microsoft Word หรือ Microsoft PowerPoint โดยขั้นแรกใช้ภาพแผนที่รองพื้นเป็นโครง แล้ววางเส้นและตำแหน่งไปตามแผนที่นั้น เมื่อเสร็จแล้ว ค่อยลบภาพแผนที่ที่ใช้รองพื้นออก ก็จะเหลือลายเส้นแผนที่ที่สวยงาม
  • ใช้โปรแกรม Adobe Illustrator วาดแผนที่ ซึ่งเป็นการออกแบบขั้นสูง ทำให้ภาพสวยงาม และดูเป็นมืออาชีพ แต่มีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานในการใช้งานมาก่อน

การสร้างแผนที่จากความทรงจำ

007

ตัวอย่างการร่างแผนที่ความทรงจำในอดีต

008

แผนที่ความทรงจำในอดีต ที่สร้างจากโปรแกรม Adobe Illustrator

นำเสนอข้อมูลด้วยภาพและแผนผัง

การนำเสนอด้วยภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากภาพเป็นสิ่งที่ผู้อ่านบทความ สามารถมองเห็น และแปลเป็นความเข้าใจได้ง่ายกว่าตัวหนังสือ

การนำเสนอส่วนขยายในแผนผัง

การนำเสนอส่วนขยายในแผนผัง เช่น เมื่อผู้ศึกษาต้องการจะกล่าวถึงท่าเรือเมล์ในชุมชนริมน้ำแห่งหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือควรนำเสนอให้ผู้อ่านเห็นภาพว่า ท่าเรือเมล์นั้นตั้งอยู่บริเวณใดของชุมชน ด้วยการนำแผนที่มุมกว้างมาเป็นพื้นหลัง และขยายส่วนของตำแหน่งท่าเรือเมล์ในแผนที่นั้นออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยการล้อมกรอบตำแหน่งที่จะขยายลงไปในแผนที่มุมกว้าง และขยายจุดที่ต้องการขยายให้ใหญ่ขึ้น วางไว้ในมุมหนึ่งของแผนที่มุมกว้าง โดยมีเส้นตรงลากออกมา แสดงให้เห็นว่า ภาพขยายนี้ ได้ขยายออกมาจากมุมใดของแผนที่

008

การนำเสนอส่วนขยายในแผนผัง

 

การทำแผนภูมิวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น

009
การทำแผนภูมิวิถีชีวิตของคนหาปลา

 

ในการศึกษาวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น บางครั้งจะทำให้เราจะได้ทราบว่า วิถีชีวิตในหนึ่งวันของเขาทำอะไรบ้าง ในหนึ่งเดือนของเขาทำอะไร หรือในรอบหนึ่งปีของเขาทำอะไรบ้าง

ตัวอย่างเช่น อาชีพคนหาปลา ในท้องถิ่นแห่งหนึ่ง มีวิถีเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทางทำธรรมชาติ เช่น ในช่วงหน้าน้ำ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนั้น น้ำจะใส ปลาจะชุกชุมเป็นพิเศษ เขาสามารถหาปลาได้ง่าย ใช้วิธีการหาปลาได้หลากหลาย ตั้งแต่ลงข่ายดักปลา ก้านปลา (วิธีการหาปลาประเภทหนึ่ง) ยกยอ พอช่วงน้ำลงเดือนอ้าย เดือนยี่ ธันวาคม – มกราคม กุมภาพันธ์ เขาต้องหาปลาตามคลองเล็กๆ และทอดแห ส่วนช่วงน้ำน้อยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป เป็นช่วงหน้าแล้ง มีน้ำน้อย หาปลายากขึ้น ต้องใช้วิธี วิดบ่อ และซื้อปลามาแปรรูปขาย

ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลเช่นนี้แล้ว ก็สามารถสร้างแผนภูมิวิถีดำเนินชีวิตในรอบหนึ่งปีของคนหาปลา ว่าเขามีวิธีการหาปลาในช่วงเดือนต่างๆ อย่างไร พอผู้อ่านมองเห็นแผนภูมิวิถีชีวิตนี้ ก็จะเข้าใจในเนื้อหาได้ง่าย

วิธีการทำแผนภูมินี้ สามารถทำได้โดยการใช้โปรแกรม Microsoft Office Word, Excel หรือถ้าต้องการทำให้สวยงาม อาจใช้โปรแกรมออกแบบขั้นสูง เช่น Adobe Illustrator

การทำแผนผังเส้นทาง

ในบางท้องถิ่น อาจมีพิธีกรรม แห่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือ การจะบรรยายให้ผู้อ่านเข้าใจเส้นทางได้ดีที่สุดก็คือการสร้างแผนที่เส้นทางการเดินทางนั้นเอง คือนำแผนที่ทางกายภาพมาเป็นพื้นหลัง แล้วเดิมเส้นประ เส้นทางการเดินทางลงไป วิธีการที่ง่ายที่สุด คือการลอกลาย เขียนแผนผังด้วยลายมือ หรือขั้นสูงกว่านั้น อาจใช้ Microsoft Office Word, Adobe Illustrator ก็ได้

การใช้ศิลปะและจินตนาการ เข้ามาผสมกับงานวิชาการ จะทำให้งานวิชาการ เกิดความน่าสนใจขึ้นมาก แทนการนำเสนอที่ใช้เพียงตัวหนังสือบรรยายอย่างเดียว

010

แผนผังเส้นทางการเดินทาง
กรณีแห่พระพุทธเกษร อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เทคนิคการเผยแพร่ข้อมูล

การเผยแพร่ข้อมูล เป็นวิธีการขั้นสุดท้ายที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นการนำข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้า และเรียบเรียงเขียนไว้ทั้งหมดมาเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ โดยสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น วิจัย เขียนบทความ จัดทำนิทรรศการ การบรรยาย การเผยแพร่สื่อออนไลน์

๑.การนำเสนอในรูปแบบการจัดการความรู้ Knowledge Management (KM) ซึ่งต้องดำเนินงานเป็นกระบวนการทั้ง ๗ กระบวนการ โดยการเผยแพร่องค์ความรู้ จะอยู่ในกระบวนการที่ ๖.คือการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ และกระบวนการที่ ๗ คือการเรียนรู้

๒.การนำเสนอในรูปแบบงานวิจัย เป็นการนำเสนอที่มีรูปแบบทางวิชาการ มีความน่าเชื่อถือ สามารถอ้างอิงได้ เหมาะสำหรับนักศึกษา และนักวิชาการ  แต่อาจไม่สามารถเข้าถึงคนในท้องถิ่นได้มากนัก

๓.การนำเสนอในรูปแบบของบทความ ทำได้ทั้ง บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความสารคดี ซึ่งบทความในรูปแบบสารคดีนั้น มักจะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า เนื่องจากมีเนื้อหาและการนำเสนอที่สามารถเข้าใจได้ง่าย

๔.การจัดแสดงนิทรรศการ สามารถจัดเป็นนิทรรศการชั่วคราว โดยการนำข้อมูลเนื้อหาที่เรียบเรียงแล้ว มาจัดเป็นกระดานนิทรรศการ มีบรรยากาศการถอดองค์ความรู้สวยงามและชัดเจน หากผู้จัดทำมีความสามารถด้านการออกแบบกราฟิกคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง จะทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลได้อย่างเข้าใจง่าย และตรงวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะนำเสนอ

ในกรณีที่จัดนิทรรศการในสถานศึกษา ควรแสดงในพื้นที่ ที่นักเรียน นักศึกษาสามารถเดินผ่าน และพบเห็นได้ง่าย

๕.การบรรยายให้ความรู้ ผู้ศึกษาสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้า มาจัดการบรรยายให้ความรู้ แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป หรือบรรยายให้แก่คนในท้องถิ่นร่วมกับการเผยแพร่นิทรรศการ เพื่อให้คนในท้องถิ่นมีความรู้ ความเข้าใจ รักษ์ และหวงแหนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

๖.การเผยแพร่สู่สื่อออนไลน์ เช่น การตัดทอนเนื้อหาให้มีความกระชับชัดเจน และนำเสนอใน Facebook ของหน่วยงาน การนำเสนอเป็นวีดิโอใน YouTube การสร้าง Blog เผยแพร่ หรือการทำ E-book เผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เป็นต้น

๗.การทำวีดิโอเผยแพร่ในรูปแบบสารคดี โดยการนำวีดิโอที่บันทึกไว้มาตัดต่อและเพิ่มเสียงบรรยาย เสียงประกอบ และเผยแพร่ในสื่อออนไลน์เช่น YouTube ซึ่งเหมาะสำหรับผู้มีพื้นฐานการใช้งานโปรแกรมตัดต่อวีดิโอ

วิธีการจัดทำวีดิโอสารคดี เริ่มจาก ๑) เขียนโครงเรื่อง  ๒) ลำดับเหตุการณ์หรือขั้นตอนการนำเสนอ หลังจากนั้น ๓) เตรียมข้อมูลประกอบต่างๆ ทั้งข้อความ รูปภาพ แผนที่ ภาพเคลื่อนไหว ที่จะนำมาแทรกไว้ในสารคดี ๔) ทำ Story Board เพื่อลำดับภาพในการตัดต่อ ๕) เพิ่มคำบรรยาย หรืออักษรบรรยาย ๖) ใส่เสียงประกอบ เมื่อจัดทำวีดิโอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเสนอ ใน YouTube ซึ่งสามารถเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ช่องทางอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง

๘.การเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบ Infographic เป็นมิติใหม่ในการนำเสนอข้อมูล และเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ชมเข้าถึงและเรียนรู้ข้อมูลที่เราจะนำเสนอได้ง่ายขึ้น เพราะ การเรียนรู้ การจดจำ การสื่อสารจากภาพมีประสิทธิภาพกว่าตัวหนังสือมาก

การทำอินโฟกราฟิกปัจจุบันทำได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องชำนาญโปรแกรมออกแบบก็สามารถทำได้ เพราะสามารถทำได้ผ่านหน้าเว็บไซต์ที่มีรูปแบบให้เลือกใช้งานได้อย่างง่าย มีทั้งเว็บที่ฟรี และจ่ายเงิน ให้เลือกใช้

ขั้นตอนการจัดทำ เริ่มจาก ๑) การคัดสรรข้อมูลที่จะนำเสนอ โดยต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการ  ๒) ทำความเข้าใจข้อมูลทั้งหมด ๓) ออกแบบวิธีการนำเสนอ เช่น กราฟวงกลม แผนภาพ แผนผัง ๔) ออกแบบกราฟิก และการใช้โทนสีต่างๆ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับตัวเนื้อหา ๕) เมื่อทำเสร็จแล้ว ควรนำมาทดลองกับผู้ชมขนาดย่อยก่อนการเผยแพร่ เพื่อประเมินการเรียนรู้จากกลุ่มทดลองว่าเป็นอย่างไรบ้าง สามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายหรือไม่ จากนั้นถึงเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ได้

011

ตัวอย่างการเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบ Infographic

ดาวน์โหลด

คู่มือเทคนิคการสำรวจและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น (ว)

ปกคู่มือ 4