“อยุธยา” ลั่น ๑ ปี เกิดแน่เมืองกำจัดขยะมหาดไทยทุ่ม ๕๐๐ ล. ผุดบ่อขยะบางบาล – ผนึกตั้งโรงไฟฟ้า

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=๑๔๒๑๖๔๔๙๘๒

วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๘

อยุธยาเดินหน้าเมืองนำร่องกำจัดขยะล้นเมือง ผู้ว่าฯ เผยเปลี่ยนแผนเลิกขนไปเผาที่สระบุรี หันใช้งบฯมหาดไทยแทน ไฟเขียวทุ่ม ๕๐๐ ล้านเร่งดำเนินการ ๓ เฟสกำจัดขยะแบบครบวงจร เตรียมแปลงโฉมบ่อขยะแยกวรเชษฐ์เป็นสวนสาธารณะ พร้อมจับมือ กฟภ.ตั้งโรงไฟฟ้าขยะ คาดเสร็จภายใน ๑ ปี ดันอยุธยาต้นแบบเมืองกำจัดขยะ

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปริมาณขยะวันละกว่า ๑,๒๐๐ ตัน แต่สามารถกำจัดได้เพียงวันละ ๗๐๐ ตัน จึงมีขยะตกค้างอีกกว่า ๕๐๐ ตัน ซึ่งไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับกำจัด ล่าสุดจึงได้เปลี่ยนมาใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย ๕๐๐ ล้านบาท จากเดิมที่จะใช้งบฯจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ดำเนินโครงการขยะในเฟส ๑-๒ จากทั้งหมด ๓ เฟส

“ขณะนี้ทั้ง ๖ จังหวัดนำร่อง เรื่องขยะยังไม่มีจังหวัดใดที่สามารถทำได้แบบถูกวิธี ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมาดำเนินการภายใต้กรมควบคุมมลพิษ มีแผนที่จะขนขยะจากอยุธยาไปเผาที่โรงปูนทีพีไอ จังหวัดสระบุรี แต่มีปัญหาคือ เมื่อขนขยะไปเผา พองบฯหมดก็จะเหลือขยะตกค้าง ทำให้ไม่เกิดความยั่งยืน จึงเปลี่ยนมาใช้งบฯของกระทรวงมหาดไทย และยังได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษในการดำเนินการ โดยขณะนี้ได้ผู้รับเหมาแล้ว คือ กลุ่มบริษัทอิตัลไทย”

นายอภิชาติกล่าวว่า การจัดการขยะของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบ่งออกเป็น ๓ เฟส คือ เฟสแรกจะพัฒนาพื้นที่บ่อขยะจำนวน ๗๒๒ ไร่ ในตำบลมหาพราหมณ์อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์เป็นสถานที่กำจัดขยะที่ถูกวิธี และขุดบ่อยักษ์จำนวน ๕ บ่อ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ชั่งรถขยะ สร้างรั้วและอาคารสำนักงาน รวมทั้งปลูกต้นไม้ในพื้นที่ ๓๗๒ ไร่ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ รวมทั้งจะเร่งขนย้ายขยะจำนวนกว่า ๓ แสนตัน ที่บริเวณแยกวรเชษฐ์ให้เสร็จภายใน ๒ เดือน คาดว่าประมาณสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้บ่อภูเขาขยะจะหายไป

เฟส ๒ จัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการจัดการขยะ เช่น รถ ถุงขยะ ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ๕ แห่งที่อยู่รอบบ่อขยะ รวมทั้งเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นแหล่งขยะใหญ่ วันละประมาณ ๑๐๐ ตัน เพื่อให้ระบบกำจัดขยะมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้งบประมาณจำนวน ๑๒๕ ล้านบาท

เฟส ๓ ภายในเดือนเมษายนนี้จะให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีและผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าจากขยะ ที่กำจัดขยะด้วยการเผา และนำพลังงานความร้อนมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า จากนั้นในเดือนสิงหาคมจะปรับบ่อขยะให้เป็นสวนสาธารณะ

“บ่อขยะทั้ง ๕ บ่อจะมีการปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกันน้ำขยะรั่วไหล และมีระบบระบายน้ำขยะที่บริเวณก้นบ่อ ซึ่งจะส่งไปยังระบบบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตาม ขยะที่ย้ายไปยังบ่อใหม่ ๕ บ่อนั้นแม้จะใช้วิธีการฝังกลบ แต่เราจำเป็นต้องทำไปก่อน เนื่องจากหากกองทิ้งไว้จะไม่ถูกสุขอนามัย รวมทั้งในฤดูร้อนอาจเกิดเพลิงไหม้ หรือเป็นอันตรายหากน้ำท่วม จึงต้องนำขยะทั้งหมดในจังหวัดมาฝังกลบที่บ่อใหม่นี้ก่อน เมื่อโรงงานกำจัดขยะ ตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะทยอยตักขยะที่ฝังกลบขึ้นมากำจัดต่อไป”

นายอภิชาติยังกล่าวอีกว่าปัจจุบันขยะส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาแต่ปัจจุบันทางเทศบาลนครฯ ไม่มีพื้นที่รองรับได้อีกแล้ว และที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการกองรวม ๆ กันไว้ ไม่ได้จัดการขยะด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยเป็นขยะจากที่พักอาศัย บ้านเรือน ส่วนขยะอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในความดูแลของสภาอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแต่ละนิคมอุตสาหกรรมจะมีวิธีจัดการขยะของตัวเองอยู่แล้ว

สำหรับการดำเนินงานทั้ง ๓ เฟสนั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่ถึง ๑ ปี หากทำสำเร็จอยุธยาจะกลายเป็นต้นแบบการกำจัดขยะที่ถูกวิธีให้จังหวัดอื่นๆ ได้ศึกษา ขณะที่อีก ๕ จังหวัดจะมีโมเดลกำจัดขยะของแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดนครปฐม จะขนขยะไปเผาในพื้นที่เอกชน จังหวัดสระบุรีขนขยะไปกำจัดที่โรงปูนทีพีไอ หรือบางจังหวัดใช้วิธีการฝังกลบ และยังคงใช้งบประมาณจากกรมควบคุมมลพิษเช่นเดิม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ ๖ จังหวัดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเก่าสะสมในระยะเร่งด่วน ๖ เดือนประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ลพบุรี ปทุมธานี และสระบุรี ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีสถานที่กำจัดขยะทั้งหมด ๒๓ แห่ง แบ่งเป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของหน่วยงานภาครัฐที่ใช้วิธีเทกอง หรือ Open Dumping จำนวน ๑๗ แห่ง ใช้เตาเผาขนาดเล็ก ๓ แห่ง และเป็นของภาคเอกชนอีก ๓ แห่ง โดยเทศบาลที่มีปริมาณขยะมากที่สุด ๕ อันดับแรกในปี ๒๕๕๖ ได้แก่

๑.เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ๕๑,๑๐๐ ตัน

๒.เทศบาลตำบลเชียงรากน้อย ๒๑,๙๐๐ ตัน

๓.เทศบาลเมืองเสนา ๑๙,๓๔๕ ตัน

๔.เทศบาลตำบลปราสาททอง ๑๖,๔๒๕ ตัน

๕.เทศบาลเมืองลำตาเสา และเทศบาลตำบลบ้านสร้าง ๑๔,๖๐๐ ตัน

14216449821421645790l