รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ และศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๕๘

 สรุปปัญหา

จากการสำรวจข้อมูลสถานการณ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  พบว่าปัจจุบันความเสื่อมโทรมและความเสียหายของสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมกำลังเป็นปัญหาที่น่าวิตกเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผลกระทบทำให้แหล่งศิลปกรรมที่สำคัญหลายแห่งถูกทำลายจนหมดสภาพหรือยากแก่การที่จะดำเนินการแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ทรงคุณค่าต่อไปได้ ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหาย
ต่อสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมที่สำคัญ มีดังนี้

. วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ

ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คงหนีไม่พ้นอุทกภัยหรือปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยามีแม่น้ำล้อมรอบถึงสามสายด้วยกัน ได้แก่ แม่น้ำป่าสักทางทิศตะวันออก, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และแม่น้ำลพบุรี  ทางทิศเหนือ ทำให้กลุ่มโบราณสถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองจะได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก อันเกิดจากกระแสน้ำแรงและมีคลื่นกระทบโบราณสถานทำให้เกิดความเสียหายในด้านโครงสร้างความมั่นคงของโบราณสถาน และภูมิทัศน์โดยรอบ

. ปัญหาที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

๒.๑ การบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณสถานที่อยู่ไกล ซึ่งมีการตรวจตราน้อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสร้างที่พักอาศัย หรือนำกิจกรรมอื่นเข้าไปเสริม การดัดแปลงรื้อถอนและสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ สำหรับการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อาจจะใช้วิธีเจรจาก่อนในเบื้องต้น ซึ่งหากไม่ได้ผลก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาดำเนินการ

๒.๒ การลักลอบขุดหาและโจรกรรมโบราณวัตถุ โดยเฉพาะพระพุทธรูป หรือพระพิมพ์ต่างๆ ตามวัด ซึ่งปัญหาในเรื่องนี้จะต้องให้วัดต่างๆ หามาตรการป้องกันทรัพย์สินของวัดเป็นหลัก ทั้งนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อย ส่วนกรมศิลปากรจะต้องจัดทำทะเบียนประวัติของโบราณวัตถุที่สำคัญตามวัดต่างๆ ไว้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการติดตามทวงถามเมื่อมีการสูญหาย

๒.๓ การท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากมีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย
ต่อโบราณสถานทั้งในทางตรง คือ ความชำรุดทรุดโทรมของโบราณสถานที่เกิดจากการเข้าชมของนักท่องเที่ยว และความเสียหายในทางอ้อม เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า ยานพาหนะต่างๆ ก็จะมากขึ้นเช่นกัน ก่อให้เกิดปัญหา เช่น ความไม่เป็นระเบียบของร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และปัญหาขยะมูลฝอย เป็นต้น

. ปัญหาที่เกิดจากการที่อยุธยาเป็นเมืองใหม่ซ้อนทับเมืองเก่า

๓.๑ เนื่องจากภายในพื้นที่เกาะเมืองอยุธยา มีสภาพเป็นเมืองใหม่ซ้อนทับอยู่บนเมืองเก่า พื้นที่ในเมืองมีประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การปลูกสร้างบ้านเรือน อาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องมีการควบคุมอย่างเคร่งครัด เนื่องจากภายในพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทั้งหมดนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด การก่อสร้างใดๆ ในเกาะเมืองจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรเสียก่อน

๓.๒ ปัญหาระหว่างส่วนราชการด้วยกันเอง เนื่องจากแต่ละหน่วยงานก็จะมีวัตถุประสงค์ของตนเองแตกต่างกันออกไป เช่น หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการพัฒนา การก่อสร้าง หรือการดูแลให้บริการประชาชน เช่น กรมทางหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะมุ่งพัฒนาเมือง พยายามก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ถนน สะพาน ฯลฯ ซึ่งสิ่งก่อสร้างบางครั้งก็ส่งผลกระทบให้กับตัวโบราณสถาน

ความเสื่อมโทรมของภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความเสื่อมโทรมของภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่หน่วยอนุรักษ์ฯ
ได้รวบรวมจากการลงพื้นที่สำรวจ รวมทั้งการเก็บข้อมูลจากช่องทางต่างๆ และนำมาเสนอในรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น มีดังนี้

๑. ปัญหาขยะตามแหล่งโบราณสถาน

    ปัญหาขยะที่พบตามแหล่งโบราณสถาน และสถานที่ต่างๆ นั้น มีทั้งเกิดจากการขาดจิตสำนึกของผู้ทิ้งขยะเองที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม มีการนำขยะมาทิ้งแต่มิได้ใส่ลงถังขยะ ทำให้สุนัขหรือสัตว์อื่น
ที่มาคุ้ยหาเศษอาหารสร้างความสกปรก และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่างๆ อีกทั้งปัญหาส่วนหนึ่งยังเกิดจากการขาดประสิทธิภาพในการจัดการขยะของหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ซึ่งควรมีการจัดการระบบ และขั้นตอนการกำจัดขยะที่เหมาะสมและทำอย่างสม่ำเสมอ

ฟฟ ะะ ะะค

 กองขยะบริเวณถนนคลองท่อ หน้าวัดส้ม

. ห้องน้ำสาธารณะที่ขาดการดูแลรักษาความสะอาด

ห้องน้ำเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับแหล่งท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ และถือว่าเป็นส่วนที่ดูแลรักษายากเช่นกัน การที่จะบริหารจัดการให้มีห้องน้ำที่สะอาดนั้น จะต้องอาศัยการดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นห้องน้ำสาธารณะ อีกทั้งจะต้องมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้นการจัดการระบบสาธารณูปโภคจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นปัจจัยที่จะชี้วัดประสิทธิภาพในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

;;;lk eege yrdy

ห้องน้ำสาธารณะในแหล่งโบราณสถานที่ขาดการดูแลรักษา จนมีสภาพที่ทรุดโทรม

๓. ขาดการบำรุงรักษาภูมิทัศน์

การบำรุงรักษาสภาพแวดล้อมที่อยู่โดยรอบแหล่งศิลปกรรม เป็นภารกิจที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทัศนียภาพที่สวยงามของโบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงาม เนื่องจากแหล่งศิลปกรรมในหลายพื้นที่นั้น หลังจากได้รับการบูรณะซ่อมแซมแล้ว ยังขาดการดูแลรักษาภูมิทัศน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้กลับมามีสภาพที่เสื่อมโทรมอีกครั้ง

 

๔. ปัญหาการทับซ้อนของอาคารบ้านเรือน

การใช้ที่ดินบนพื้นที่โบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณสถาน ชุมชนที่ตั้งซ้อน ทับคร่อม หรือเบียดบังโบราณสถานที่สำคัญซึ่งยังคงหลงเหลือหลักฐานร่องรอยที่ชัดเจนอยู่ ถือว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไข โดยบางส่วนเป็นที่พักของราษฎรที่เช่าพื้นที่ราชพัสดุ  บางส่วนเป็นบ้านพักข้าราชการ

weafw dd fweqfqw efva

ประตูช่องกุด ภายในโรงเรียนวัดรัตนชัย

 

ข่าวสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปี ๒๕๕๘

“อยุธยา” ลั่น ๑ ปี เกิดแน่เมืองกำจัดขยะมหาดไทยทุ่ม ๕๐๐ ล. ผุดบ่อขยะบางบาล – ผนึกตั้งโรงไฟฟ้า

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=๑๔๒๑๖๔๔๙๘๒

วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๘

อยุธยาเดินหน้าเมืองนำร่องกำจัดขยะล้นเมือง ผู้ว่าฯ เผยเปลี่ยนแผนเลิกขนไปเผาที่สระบุรี หันใช้งบฯมหาดไทยแทน ไฟเขียวทุ่ม ๕๐๐ ล้านเร่งดำเนินการ ๓ เฟสกำจัดขยะแบบครบวงจร เตรียมแปลงโฉมบ่อขยะแยกวรเชษฐ์เป็นสวนสาธารณะ พร้อมจับมือ กฟภ.ตั้งโรงไฟฟ้าขยะ คาดเสร็จภายใน ๑ ปี ดันอยุธยาต้นแบบเมืองกำจัดขยะ

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีปริมาณขยะวันละกว่า ๑,๒๐๐ ตัน แต่สามารถกำจัดได้เพียงวันละ ๗๐๐ ตัน จึงมีขยะตกค้างอีกกว่า ๕๐๐ ตัน ซึ่งไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับกำจัด ล่าสุดจึงได้เปลี่ยนมาใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย ๕๐๐ ล้านบาท จากเดิมที่จะใช้งบฯจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ดำเนินโครงการขยะในเฟส ๑-๒ จากทั้งหมด ๓ เฟส

“ขณะนี้ทั้ง ๖ จังหวัดนำร่อง เรื่องขยะยังไม่มีจังหวัดใดที่สามารถทำได้แบบถูกวิธี ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมาดำเนินการภายใต้กรมควบคุมมลพิษ มีแผนที่จะขนขยะจากอยุธยาไปเผาที่โรงปูนทีพีไอ จังหวัดสระบุรี แต่มีปัญหาคือ เมื่อขนขยะไปเผา พองบฯหมดก็จะเหลือขยะตกค้าง ทำให้ไม่เกิดความยั่งยืน จึงเปลี่ยนมาใช้งบฯของกระทรวงมหาดไทย และยังได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษในการดำเนินการ โดยขณะนี้ได้ผู้รับเหมาแล้ว คือ กลุ่มบริษัทอิตัลไทย”

นายอภิชาติกล่าวว่า การจัดการขยะของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบ่งออกเป็น ๓ เฟส คือ เฟสแรกจะพัฒนาพื้นที่บ่อขยะจำนวน ๗๒๒ ไร่ ในตำบลมหาพราหมณ์อำเภอบางบาล ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์เป็นสถานที่กำจัดขยะที่ถูกวิธี และขุดบ่อยักษ์จำนวน ๕ บ่อ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ชั่งรถขยะ
สร้างรั้วและอาคารสำนักงาน รวมทั้งปลูกต้นไม้ในพื้นที่ ๓๗๒ ไร่ ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ รวมทั้งจะเร่งขนย้ายขยะจำนวนกว่า ๓ แสนตัน ที่บริเวณแยกวรเชษฐ์ให้เสร็จภายใน ๒ เดือน คาดว่าประมาณสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้บ่อภูเขาขยะจะหายไป

เฟส ๒ จัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการจัดการขยะ เช่น รถ ถุงขยะ ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ๕ แห่งที่อยู่รอบบ่อขยะ รวมทั้งเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นแหล่งขยะใหญ่ วันละประมาณ ๑๐๐ ตัน เพื่อให้ระบบกำจัดขยะมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้งบประมาณจำนวน ๑๒๕ ล้านบาท

เฟส ๓ ภายในเดือนเมษายนนี้จะให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีและผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าจากขยะ ที่กำจัดขยะด้วยการเผา และนำพลังงานความร้อนมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า จากนั้นในเดือนสิงหาคมจะปรับบ่อขยะให้เป็นสวนสาธารณะ

“บ่อขยะทั้ง ๕ บ่อจะมีการปูแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกันน้ำขยะรั่วไหล และมีระบบระบายน้ำขยะที่บริเวณก้นบ่อ ซึ่งจะส่งไปยังระบบบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตาม ขยะที่ย้ายไปยังบ่อใหม่ ๕ บ่อนั้นแม้จะใช้วิธีการฝังกลบ แต่เราจำเป็นต้องทำไปก่อน เนื่องจากหากกองทิ้งไว้จะไม่ถูกสุขอนามัย รวมทั้งในฤดูร้อนอาจเกิดเพลิงไหม้ หรือเป็นอันตรายหากน้ำท่วม จึงต้องนำขยะทั้งหมดในจังหวัดมาฝังกลบที่บ่อใหม่นี้ก่อน เมื่อโรงงานกำจัดขยะ ตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะทยอยตักขยะที่ฝังกลบขึ้นมากำจัดต่อไป”

นายอภิชาติยังกล่าวอีกว่าปัจจุบันขยะส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาแต่ปัจจุบันทางเทศบาลนครฯ ไม่มีพื้นที่รองรับได้อีกแล้ว และที่ผ่านมาก็ใช้วิธีการกองรวม ๆ กันไว้ ไม่ได้จัดการขยะด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยเป็นขยะจากที่พักอาศัย บ้านเรือน ส่วนขยะอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในความดูแลของสภาอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแต่ละนิคมอุตสาหกรรมจะมีวิธีจัดการขยะของตัวเองอยู่แล้ว

สำหรับการดำเนินงานทั้ง ๓ เฟสนั้น คาดว่าจะใช้เวลาไม่ถึง ๑ ปี หากทำสำเร็จอยุธยาจะกลายเป็นต้นแบบการกำจัดขยะที่ถูกวิธีให้จังหวัดอื่นๆ ได้ศึกษา ขณะที่อีก ๕ จังหวัดจะมีโมเดลกำจัดขยะของแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดนครปฐม จะขนขยะไปเผาในพื้นที่เอกชน จังหวัดสระบุรีขนขยะไปกำจัดที่โรงปูนทีพีไอ หรือบางจังหวัดใช้วิธีการฝังกลบ และยังคงใช้งบประมาณจากกรมควบคุมมลพิษเช่นเดิม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ ๖ จังหวัดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเก่าสะสมในระยะเร่งด่วน ๖ เดือนประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ลพบุรี ปทุมธานี และสระบุรี ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีสถานที่กำจัดขยะทั้งหมด ๒๓ แห่ง แบ่งเป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของหน่วยงานภาครัฐที่ใช้วิธีเทกอง หรือ Open Dumping จำนวน ๑๗ แห่ง ใช้เตาเผาขนาดเล็ก ๓ แห่ง และเป็นของภาคเอกชนอีก ๓ แห่ง โดยเทศบาลที่มีปริมาณขยะมากที่สุด ๕ อันดับแรกในปี ๒๕๕๖ ได้แก่

๑.เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ๕๑,๑๐๐ ตัน

๒.เทศบาลตำบลเชียงรากน้อย ๒๑,๙๐๐ ตัน

๓.เทศบาลเมืองเสนา ๑๙,๓๔๕ ตัน

๔.เทศบาลตำบลปราสาททอง ๑๖,๔๒๕ ตัน

๕.เทศบาลเมืองลำตาเสา และเทศบาลตำบลบ้านสร้าง ๑๔,๖๐๐ ตัน

 

การถ่ายทำภาพยนตร์ในตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์

vfdd  WEFE

eef
ภาพจากเฟซบุ๊ค  Patison Ben
 

เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

จากประเด็นที่มีข่าวการเอาตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ ใช้เป็นกองถ่ายทำภาพยนตร์ฝรั่ง เรื่องหนึ่งโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ซึ่งเกรงว่าจะสร้างความเสียหายให้กับภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในตำหนักที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลายที่มีความสมบูรณ์ที่สุด โดยภายในสถานที่ถ่ายทำมีเตียงนอน และมีการจัดฉากเหมือนเกสต์เฮาส์ มีไม้พาดอยู่ที่ภาพจิตรกรรมด้านนายไชยนันท์ บุษยรัตน์ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าทางทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ได้เข้ามาขออนุญาตทางวัด และกรมศิลปากรแล้ว และในช่วงระหว่างติดตั้งฉากต่างๆภายในนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบทุกวัน ซึ่งยังไม่มีอะไรบ่งบอกว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกรมศิลปากรที่ระบุไว้ ส่วนวัสดุไหนที่เป็นโลหะก็ได้สั่งให้เปลี่ยนมาใช้ไม้แทนทั้งหมด สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีการถ่ายทำจริงในวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘

 

อนุรักษ์ต้นพุทราโบราณสถานเมืองกรุงเก่า

ที่มา : สำนักข่าวไทย www.tnamcot.com/content/๒๑๔๘๓๕

เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

DDG

เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสั่งสำรวจเขตโบราณสถานเก็บข้อมูลต้นพุทราเก่าแก่ทั้ง ๗๘๕ ต้น เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้านเกษตรจังหวัดเผยเป็นต้นไม้มีตำนานทางประวัติศาสตร์ นายไพศาล สังข์มงคล หัวหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับมอบหมายจากนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้นำเจ้าหน้าที่สำรวจเก็บประวัติต้นพุทราภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา รอบวิหารพระมงคลบพิตร ที่มีอยู่ทั้งหมด ๗๘๕ ต้น ส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่ราว ๑๓๐ ปี เพื่อสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ต้นพุทราในเขตโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

นายไพศาล กล่าวว่าพระองค์ทรงมีความห่วงใยต้นพุทราต้นไม้โบราณหายาก ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ตามตำนานในพงศาวดาร มีการจารึกบันทึกไว้ว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ชนช้างกับพระมหาอุปราชาแม่ทัพพม่า ช้างทรงของพระนเรศวรเสียหลัก ถอยหลังติดต้นพุทราทำให้มีพลังไสช้างเข้าสู้พระมหาอุปราชาจนชนะศึกครั้งนี้ เมื่อเดินทางกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวร ทรงสั่งให้ปลูกต้นพุทรารอบวัง นายไพศาล อธิบายด้วยว่า ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงให้พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า เร่งบูรณะตบแต่งกิ่งต้นพุทราและให้รักษา ให้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา และให้ปลูกต้นพุทราเพิ่ม เนื่องจากบริเวณรอบโบราณสถานยังไม่มีงบประมาณเพียงพอในการดูแล โดยเมื่อเม็ดพุทราร่วงหล่นจากต้น ชาวบ้านจะได้เข้ามาเก็บจะต้องถากถางหญ้าใต้ต้นพุทราให้โล่งเตียน เพื่อสะดวกในการจัดเก็บ และพุทรากวนถือเป็นสินค้าของฝากชื่อดังเมืองกรุงเก่า

 

บึงพระราม…สวนสาธารณะในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กับสภาพปัจจุบัน

DFHE J764 CW54 4B REV3

ที่มา : ภาพจากเฟซบุ๊ค เสนาอยุธยา มาโนชประคำแก้ว

เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘

บึงพระรามเป็นสวนสาธารณะที่ในอดีตเคยร่มรื่น เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอยุธยา ท่ามกลางธรรมชาติและบึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ในปัจจุบันบึงพระรามกลับทรุดโทรมกว่าแต่ก่อนมาก ถูกใช้เป็นสถานที่มั่วสุมของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ทั้งเล่นการพนัน ดมกาว การแอบลักลอบค้ายาจนมีคนเคยถูกจับ การแอบลักลอบจับปลาในบึงน้ำ อีกทั้งยังมีข่าววิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยว พระที่นั่งเย็นโบราณสถานเก่าแก่กลายเป็นแหล่งซ่องสุม และเต็มไปด้วยกระป๋องกาวอยู่ภายในบึงน้ำ อีกทั้งยังมีขยะต่างๆ ลอยอยู่เต็มบึง หญ้ารกสูงจนบดบังทัศนียภาพโดยรวม ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ไม่สามารถใช้เป็นสถานที่พักผ่อนได้เหมือนแต่ก่อน

การที่จะทำให้บึงพระรามกลับมาเป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่น เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอยุธยา และเป็นสถานที่ศึกษาประวัติศาสตร์ให้กับคนรุ่นหลัง อาจจะต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วนในการเข้ามาบริหารจัดการ และฟื้นฟูบึงพระรามให้กลับมางดงามดังเดิม

 

สองนางแบบรับทราบข้อกล่าวหา – เต้นชักกระตุกหน้าวัดไชยวัฒนาราม

 ERGH45 

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=๑๔๓๙๐๑๔๙๘๘

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

 จากกรณีมีคลิปวีดีโอไม่เหมาะสมเป็นภาพของหญิงสาว ๒ คนสวมชุดเซ็กซี่สีแดง เต้นท่าทางไม่เหมาะสมประกอบเพลงอย่างสนุกสนาน บริเวณด้านหน้าวัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เผยแพร่ออกไปจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันถึงความไม่เหมาะสม

โดยเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ ที่ สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา นางสาวธัญณิชา (สงวนนามสกุล) อายุ ๒๘ ปี นางแบบอาชีพ ชาวจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วย น.ส.นิธิกานต์ (สงวนนามสกุล) อายุ ๓๐ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ศานิตย์ มหถาวร รองผบช.ภ.๑ พล.ต.ต.เสริม คิดสิทธิชัยกานต์ ผบก.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา โดยทั้งสองคนยอมรับว่าเป็นบุคคลซึ่งปรากฏตามภาพข่าวนั้นจริง โดยทั้งสองคนได้มารับเป็นนางแบบให้ช่างภาพถ่ายแบบที่วัดไชยวัฒนาราม ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. หลังจากเสร็จงาน ด้วยความคึกคะนอง จึงได้ถ่ายคลิปเต้น ในท่าทางต่างๆ เอาไว้ ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือส่วนตัว และได้นำมาตัดต่อ กระทั่งเกิดการเผยแพร่เป็นข่าว และต้องกราบขอโทษคนไทยและพี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งที่ทำลงไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดแบบสนุกๆ ของพวกตน โดยไม่คิดถึงภาพลักษณ์วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย ไม่คิดว่าจะเกิดผลกระทบแบบนี้ และขอฝากเตือนไปยังน้องๆ เยาวชนไม่ให้กระทำเป็นแบบอย่าง

พล.ต.ต.ศานิตย์ กล่าวว่าในเบื้องต้นการกระทำของ ทั้งสองคน เป็นการกระทำความผิดฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา ๓๔ พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ ที่วางกำหนดการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าชมโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว (ข้อ ๒(๖) ) กระทำการอันน่ารังเกียจ หรือเป็นที่เสื่อมเสียต่อศีลธรรมอันดีฯ ในเขตโบราณสถาน อันมีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท โดยจะทำการสอบสวนอย่างละเอียด และส่งฟ้องศาลแขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ เพื่อดำเนินคดีต่อไป