ความขัดแย้งเรื่อง เค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ และผลกระทบทางการเมืองหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕

บทคัดย่อ

               ภายหลังจากที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว ได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือนายปรีดี พนมยงค์ ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจตามนโยบายที่ประกาศไว้ในหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร หนึ่งในหลัก ๖ ประการก็คือ ข้อที่ ๓ ที่ประกาศว่า “ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร์ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก”

               เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้นำเสนอร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อจะได้พิจารณานำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป ปรากฏว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมก่อให้เกิดการโต้แย้งอย่างมากในลักษณะว่า มีแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ เนื่องจากแบบแผนทางเศรษฐกิจในเค้าโครงการเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐอย่างมาก โดยรัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และเป็นผู้ริเริ่มและควบคุมระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการนำระบบสหกรณ์มาใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวจึงไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา

               ผลกระทบจากความขัดแย้งเรื่องนี้ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองตามมาคือ (๑) ความแตกแยกในคณะรัฐมนตรีของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (๒) รัฐประหารวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ (๓) กบฏบวรเดชวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และ (๔) การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ ๗

คำสำคัญ : ความขัดแย้งทางการเมือง เค้าโครงการเศรษฐกิจ ปรีดี พนมยงค์

Abstract

               Since the People’s party (khana Ratsadon) had made the coup d’état on June 24, 1932 which transformed Thailand from an absolute monarchy to a constitutional monarchy. In the Six Principles announced on that day, the third principle obviously declared that “to maintain the economic welfare of the Thai people in accordance to the National Economic Project. Thus Luang Praditmanutham or Pridi Phanomyong was assigned to draft “the Outline Economic Plan” proposed to Phraya Mano Pakonnithithada’s cabinet before presented to the assembly.There were many controversies among the cabinet and King Prajadhipok, they pounced on the plan as communistic because there were many sort of ideas. These ideas were Socialism of different types (Associationism, Collectivism and Co-operatism),Solidarism, Buddhist philosophy and Nationlism. It finally brought into the failure of this plan.

          However, the impact of this plan generated the political crises such as, the breaking up of the cabinet, the coup d’état on June 20, 1933, the Boworadet rebellion on October 11, 1933, and King Prajadhipok’s decision to abdicated the throne.

Keywords: the Political Conflicts, the Outline Economic Plan, Pridi Phanomyong

ความนำ

               เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการปกครอง ซึ่งคณะราษฎรได้มีแถลงการณ์ที่ระบุถึงวัตถุประสงค์ ๖ ประการที่เป็นหลักการสำคัญในการบริหารประเทศในระบอบใหม่ของคณะราษฎร คือ (ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, ๒๕๓๒, หน้า ๑๖๘-๑๗๐) (๑) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง (๒) จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก (๓) ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก (๔) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรที่เป็นอยู่) (๕) จะต้องให้เสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๕ ประการดังกล่าวข้างต้น และ (๖) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

               หลักการทั้ง ๖ ประการข้างต้นจะเห็นว่าหลักการข้อที่ ๓ ระบุว่า “ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรรอดอยาก” (สำนักงานเลขาธิการสภาพผู้แทนราษฎร, ๒๕๔๐, หน้า ๑)

               คณะราษฎรมีความพยายามแก้ไขและวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ โดยการเสนอแนวทางและโครงการเศรษฐกิจ ซึ่งในครั้งนี้มีผู้ที่เสนอแนวความคิดทางเศรษฐกิจ ได้แก่ นายมังกร สามเสน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาโกมารกุลมนตรี พระยาสารสาสน์พลขันธ์ พระยาบริภัณฑ์ยุทธกิจ พระยาพิศาลสุขุมวิท นายวนิช ปานะนนท์ พระยาสุริยานุวัตร และหลวงวิจิตรวาทการ (อดิศร หมวกพิมาย และปิยฉัตร สินธุสอาด, ๒๕๕๒, หน้า ๓๑) อย่างไรก็ตาม หลังจากคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ในระยะแรกหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หัวหน้าผู้ก่อการปฏิวัติฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำแผนแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจ โดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจ (หรือสมุดปกเหลือง) เค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร และเค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบเศรษฐกิจ พุทธศักราช ๒๔๗๖

               บทความนี้จะนำเสนอเรื่องราวที่สำคัญตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับการแสวงหาระบบเศรษฐกิจใหม่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ๒๕๒๗, หน้า ๕๕๑) และกลายเป็นมูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำรัฐประหารโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ รวมถึงการเกิดขึ้นของกบฏบวรเดช เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ อีกด้วย

               บทความนี้จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการนำเสนอสาระสำคัญของเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ว่ามีที่มาอย่างไรและมีสาระสำคัญอะไรบ้าง โดยจะกล่าวถึงความขัดแย้งทางความคิดเห็นของฝ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเค้าโครงการเศรษฐกิจและนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด ส่วนที่สอง จะเป็นวิเคราะห์ถึงผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังความขัดแย้งในประเด็นเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจ และจะสรุปประเด็นที่ได้นำเสนอมาแล้ว ซึ่งทั้งนี้เป็นการศึกษาและตีความด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) โดยใช้การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหมด

ปรีดี

เค้าโครงการเศรษฐกิจของท่านปรีดี พนมยงค์: ที่มาของความขัดแย้ง

               ความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) มีความเป็นมาดังนี้ ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ รัฐบาลชุดใหม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่รวม ๒๐ คน คณะผู้ก่อการเปลี่ยนการปกครอง ๑๒ คน ที่อยู่ในรัฐบาลชุดที่ ๑ ยังคงเป็นรัฐมนตรีในชุดที่ ๒ มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้แถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยยึดหลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาเป็นเอกฉันท์ เพื่อความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้รับมอบหมายจากคณะราษฎรและรัฐบาลให้ทำการร่างแผนเกี่ยวกับการเศรษฐกิจขึ้น ความคิดทางเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมสะท้อนให้เห็นผ่านคำชี้แจงในเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ระบุว่า

               “การคิดที่จะบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร์นี้ ข้าพเจ้าได้เพ่งเล็งถึงสภาพอันแท้จริง ตลอดจนนิสัยใจคอของราษฎรส่วนมากว่า การที่จะส่งเสริมให้ราษฎรได้มีความสุขสมบูรณ์นั้น ก็มีอยู่ทางเดียว ซึ่งรัฐบาลจะต้องเป็นผู้จัดการเศรษฐกิจเสียเอง โดยแบ่งการเศรษฐกิจนั้นออกเป็นสหกรณ์ต่าง ๆ ความคิดที่ข้าพเจ้าได้มีอยู่เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นด้วยข้าพเจ้าได้มีอุปาทานผูกมั่นอยู่ในลัทธิใด ๆ ข้าพเจ้าได้หยิบเอาส่วนที่ดีของลัทธิต่าง ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมแก่ประเทศสยามแล้ว จึงได้ปรับปรุงยกขึ้นเป็นเค้าโครงการ” (ปรีดี พนมยงค์, ๒๕๕๒, หน้า ๑)

               หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้พัฒนาแนวคิดการจัดการเศรษฐกิจโดยรัฐผ่านกิจการสหกรณ์โดยมุ่งเน้นบทบาทของรัฐในฐานะผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจ โดยรัฐเป็นเจ้าของที่ดิน แรงงานและทุน รัฐเป็นผู้วางแผนและควบคุมการลงทุน รัฐมีหน้าที่จัดหางานให้ประชาชน รวมถึงรัฐจะจ่ายเงินเดือนให้ประชาชนเพื่อซื้อปัจจัยการดำรงชีวิต ซึ่งสินค้าต่าง ๆ รัฐจะเป็นผู้จัดหาและให้สหกรณ์เป็นผู้จำหน่ายแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถเลือกประกอบอาชีพได้อย่างอิสระ เอกชนขอรับสัมปทานจากรัฐได้ ดังนั้น การจัดระบบเศรษฐกิจในลักษณะดังกล่าว รัฐจะสามารถมีรายได้เพียงพอต่อการสร้างความเจริญและความสุขให้แก่ประชาชน (ปรีดี พนมยงค์, ๒๕๕๒) หากพิจารณารายละเอียดแผนการทางเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม จะเห็นได้ว่ามุ่งเน้นการปฏิรูปที่ดินและการพัฒนาชนบทมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นชาวนา (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์, ๒๕๔๖, หน้า ๒๐๑ ; สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ๒๕๔๔, หน้า ๖)

               เมื่อร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเสร็จแล้ว ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อจะให้พิจารณานำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๕ แต่คณะรัฐมนตรีมีความเห็นแตกต่างกัน นายกรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมานุการ จำนวน ๑๔ คน พิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจ ในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๕ เค้าโครงการเศรษฐกิจมีหลักการสำคัญคือ (ปรีดี พนมยงค์, ๒๕๕๒, หน้า ๒๔-๗๘)

               ๑) รัฐบาลเป็นผู้ประกอบเศรษฐกิจเองโดยจัดในรูปสหกรณ์

               ๒) การประกอบเศรษฐกิจ ต้องอาศัยที่ดิน แรงงาน และเงินทุน กล่าวคือ

                              (๑) การจัดหาที่ดิน รัฐบาลจะซื้อที่ดินคืนด้วยการออกใบกู้ให้เจ้าของที่ดินถือไว้ตามราคาที่ดิน ซึ่งจะให้ดอกเบี้ยตามอัตรากู้เงินในขณะที่ซื้อ แต่ไม่เกินร้อยละ ๑๕ อันเป็นอัตราสูงสุดของกฎหมายที่ดินที่ซื้อกลับคืน คือที่ดินที่ใช้ประกอบการเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นบ้านอยู่อาศัย เมื่อได้ที่ดินแล้วรัฐบาลจะกำหนดลงไปว่าจะแบ่งส่วนอย่างไร จะปฏิบัติต่อที่ดินอย่างไร เช่น ทดน้ำเข้านารวมทั้งกำหนดการใช้เครื่องจักรกลชนิดใด จำนวนเท่าใด ในที่ดินแปลงนั้น ๆ ด้วย

                              (๒) การจัดหาแรงงาน จะรับราษฎรเป็นข้าราชการ การประกอบเศรษฐกิจที่รัฐบาลทำเรียกว่าราชการด้วย ผู้ที่จะเป็นข้าราชการให้มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปี ถึง ๕๕ ปี ทำงานตามคุณวุฒิและความสามารถ เงินเดือนจะแตกต่างกัน เงินเดือนขั้นต่ำที่สุดจะเพียงพอแก่การที่จะซื้ออาหารเครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยการดำรงชีวิต คนเหล่านี้จะได้รับบำนาญตลอดชีวิต เอกชนบางจำพวกไม่ต้องรับราชการ ได้แก่ นักประพันธ์ ทนายความ ครู ฯลฯ ถือว่ามีอาชีพอิสระ

                              (๓) การจัดหาทุน ได้แก่ เงินทุนที่รัฐบาลมีไว้เพื่อซื้อเครื่องจักรกลและวัตถุที่รัฐบาลยังทำไม่ได้ กับเงินทุนที่มีไว้ใช้จ่ายเป็นค่าแรงงาน เงินทุนจะได้มาโดยจัดเก็บภาษีทางอ้อม เช่น รัฐบาลรับซื้อเกลือจากผู้ทำนาเกลือ แล้วรัฐบาลจะจำหน่ายเกลือแก่ผู้บริโภค เป็นต้น และรัฐบาลจะออกสลากกินแบ่ง ให้กู้เงิน และหาเครดิตจากต่างประเทศ

               ๓) การจัดทำให้รายได้และรายจ่ายของรัฐบาลเข้าสู่ดุลยภาพ ด้วยการหักลบกลบหนี้ด้วยการเอาเงินเดือนที่ราษฎรจะได้รับหักกับสิ่งที่ราษฎรซื้อจากรัฐบาล ราษฎรต้องการอะไรก็ซื้อจากรัฐบาลการประกอบเศรษฐกิจจะขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ด้วยจัดเป็นสหกรณ์การประดิษฐ์ การจำหน่ายและขนส่งการจัดหาของอุปโภคและบริโภค การจัดสร้างที่อยู่ มีการปกครองแบบเทศบาล อบรมวิชาทหารด้วยระบบสหกรณ์ ในการร่างเค้าโครงเศรษฐกิจครั้งนี้เห็นได้ชัดว่านายปรีดี พนมยงค์ ได้พยายามผสมผสานรูปแบบแนวคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์เข้ากับสภาพและความเชื่อความคิดแบบไทย ๆ แผนเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ เป็นเค้าโครงเศรษฐกิจ เป็นความคิดที่มีลักษณะปฏิวัติทางเศรษฐกิจ และจัดเป็นแผนการเศรษฐกิจฉบับแรกของไทยอย่างแท้จริง และเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่านายปรีดีได้นำแนวทางมาร์กซิสต์มาใช้ให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ส่วนหนึ่งนอกเหนือจากการที่ปรีดีได้ผสมผสานแนวคิดอื่น ๆ เช่น เสรีนิยม ทุนนิยมเข้าด้วยกัน ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า “โครงการนี้ไม่ใช่หลักคอมมิวนิสต์ เรามีทั้งแคปิตัลลิสม์ และโซเชียลลิสม์รวมกัน” (เดือน บุนนาค, ๒๕๕๒, หน้า ๑๕๑)

               แม้แต่การนำลัทธิสังคมนิยมมาใช้ก็มีลักษณะหลากหลาย เช่น ระบบความคิดสังคมนิยมอุดมคติ โดยผ่านจากศาสตราจารย์เดส์ชองส์ (Deschamps) แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส จากความคิดของโทมัส มอร์ (Thomas More) เรื่องการกำจัดทรัพย์สินส่วนบุคคล การบังคับให้ทุกคนทำงานกำจัดความเกียจคร้าน และจากความคิดของแซงต์ ซีมอง (Saint Simon) เรื่องการจัดระบบคอมมูนจากหลุยส์ บล็องค์ (Louis Blank) ในการนำเครื่องจักรลงมาใช้ และปรูดอง (Proudhon) เรื่องการใช้เช็ค หรือตั๋วเงินแทนธนบัตรเงินตรา (ไมตรี เด่นอุดม, ๒๕๑๖, หน้า ๕๐-๕๙) สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ เพราะจะเห็นได้ว่านายปรีดี พนมยงค์ มีเจตจำนงที่จะทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจเก่า ประเด็นสำคัญคือ รัฐจะเป็น
ผู้ซื้อที่ดินที่จะใช้ประกอบการเศรษฐกิจ เช่น ที่นา ไร่ คืนจากเจ้าที่ดิน ในการนี้ย่อมทำให้ที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักในระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกดึงออกจากมือของเจ้าที่ดินมาแบ่งสรรให้กับผู้ที่ทำการผลิตจริง ๆ

               ประเด็นอื่น ๆ คือ เค้าโครงเศรษฐกิจ เสนอว่าให้รัฐบาลรับประกัน (สังคม) ราษฎรเป็นข้าราชการเนื่องจากนายปรีดี พนมยงค์ เล็งเห็นว่าคนไทยนิยมรับราชการ ชอบสมัครเอาแรงงานของตนมาแลกกับเงินเดือน (ปรีดี พนมยงค์, ๒๕๕๒, หน้า ๘๘-๘๙) ราษฎรเหล่านี้ร่วมกันทำงานในลักษณะของสหกรณ์ ซึ่งจะมีการตั้งสหกรณ์ทั้งการเกษตรและอุตสาหกรรมขึ้น สหกรณ์สังคมนิยมตามที่นายปรีดี พนมยงค์ เสนอนั้น มีพื้นฐานความคิดแบบโซลิดาริสม์ที่ถือว่ามนุษย์ต้องมีศีลธรรมต่อกัน ต้องมีการประกันความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ และสังคม ดังนั้นนายปรีดี พนมยงค์ จึงเสนอให้มีประสิทธิภาพในการจัดธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ เพื่อควบคุมดูแลเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างยุติธรรม

               ทิพวรรณ บุญทวี (๒๕๒๘, หน้า ๓๘๐) สรุปผลจากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจไว้ว่า “สำหรับความคิดในด้านการจัดการทางด้านเศรษฐกิจ นายปรีดีมีความประสงค์ที่จะให้รัฐเข้าดำเนินการทางเศรษฐกิจเสียเอง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร โดยการจัดการเศรษฐกิจเป็นสหกรณ์ต่าง ๆ และให้รัฐเข้ามีบทบาทสำคัญในการดูแล ควบคุมและดำเนินการทางเศรษฐกิจ นายปรีดีได้เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจ เพื่อก่อให้เกิดการปฏิวัติทางเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยได้คาดหวังว่าถ้ารัฐบาลได้ประกอบการเศรษฐกิจดังที่ปรากฏในเค้าโครงการเศรษฐกิจแล้ว ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยประเทศ และประชาชนจะมีความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ดังในสังคมพระศรีอาริย์ โดยนายปรีดีได้เลือกเฟ้นข้อดีของลัทธิเศรษฐกิจต่าง ๆ นำมาประสานเข้าเป็นเค้าโครงการเศรษฐกิจ ซึ่งในเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดีนี้ประกอบด้วยแนวความคิดสังคมนิยม ทั้งสังคมนิยมแบบสมาคม, สังคมนิยมแบบกรรมสิทธิ์ร่วม, สังคมนิยมแบบสหกรณ์, และลัทธิโซลิดาริสม์ รวมทั้งปรัชญาศาสนาพุทธ และหลักมนุษยธรรมนิยม กับอุดมการณ์ชาตินิยม (พรภิรมณ์ เชียงกูล, ๒๕๕๑, หน้า ๒๑) แต่เนื่องจากเค้าโครงฯ เป็นสิ่งที่ “ก้าวหน้า” เกินกว่าความรับรู้ของคนไทยในสมัยนั้น จึงหาผู้ที่จะเข้าใจสิ่งที่นายปรีดีต้องการเสนอในเค้าโครงการเศรษฐกิจได้ยากประกอบกับข้อเสนอในเค้าโครงการเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากซึ่งทำให้บุคคลบางกลุ่มยอมรับไม่ได้ เค้าโครงฯจึงถูกตีความว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (Wyatt, ๒๐๐๓, p.236) และข้อเสนอต่าง ๆ ในเค้าโครงฯ จึงถูกละเลย อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่านายปรีดีได้เสนอเค้าโครงฯ ขึ้นด้วยความพยายามและความตั้งใจที่จะให้สังคมไทยได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งมีการพัฒนาการเกษตร มีสหกรณ์ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันและมีการประกันสังคมและสวัสดิการสังคม โดยปรีดีได้คาดหวังว่าราษฎรจะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นและมีความสุขสมบูรณ์มากขึ้น

               สำหรับทัศนะของพรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม (๒๕๓๕, หน้า ๒๑) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ของไทยท่านหนึ่งมองว่า “เค้าโครงเศรษฐกิจผสานแนวคิดสังคมนิยมกับเสรีนิยม ในแง่ที่ยอมรับให้มีกรรมสิทธิ์เอกชนในระดับหนึ่ง แต่รัฐจะเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจในกิจการที่จำเป็นสำหรับราษฎร แต่เค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ถูกยับยั้ง ทันทีที่นายปรีดีเสนอต่อรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาและข้าราชการแนวอนุรักษ์นิยม เช่น พระยาศรีวิสารวาจา พระยาราชวังสัน และถูกกล่าวหาว่า เป็นแผนคอมมิวนิสต์และพยายามชักจูงสมาชิกคณะราษฎรฝ่ายทหารให้คัดค้านแผนการเศรษฐกิจ ซึ่ง พ.อ.พระยาทรงสุรเดชเป็นคนหนึ่งที่ร่วมคัดค้านด้วย การคัดค้านอย่างเป็นหลักฐาน คือ พระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าต่อเค้าโครงการเศรษฐกิจ” นั่นเอง

               ส่วนนายนรินทร์ ภาษิต อดีตข้าราชการเก่าที่ถูกคนทั่วไปในยุคนั้นมองว่าเป็นคนขวางโลก กลับมีความเห็นว่าหลวงประดิษฐ์มนูธรรมไม่ผิด โดยมีเหตุผลว่า (๑) รัฐบาลมอบหมายให้ท่านร่างขึ้นมาใช่หรือไม่ (๒) เมื่อหลวงประดิษฐ์ฯ ร่างมาให้ดูแล้วไม่พอใจ ทำไมต้องลงโทษโดยเนรเทศไปเมืองนอก เมื่อไม่ชอบใจก็ทำใหม่ได้ (๓) หลวงประดิษฐ์ฯ ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะไม่ได้ร่างขึ้นมาโดยพลการ และที่สำคัญนายนรินทร์ ภาษิต มีความเห็นแย้งกับพระบรมราชวินิจฉัยหลายตอน หลายประเด็นว่ามีช่องโหว่ ไม่ควรตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ (ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา, ๒๕๔๑, หน้า ๕๙)

               นายปรีดี พนมยงค์หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้เสนอร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติหรือเรียกว่าสมุดปกเหลือง ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖ และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมานุการ ๑๔ นาย คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาราชวังสัน พระยาศรีวิศาลวาจา พ.อ.พระยาทรงสุรเดช หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หลวงเดชสหกรณ์ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี นายแนบ พหลโยธิน ม.จ.สกลวรรณากร วรวรรณ หลวงคหกรรมบดี หลวงเดชาติวงศ์ วราวัฒน์ นายทวี บุณยเกตุ นายวิลาศ โอสถานนท์ และหลวงอรรถสารประสิทธิ์ เป็นเลขานุการกำหนดการพิจารณาในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ณ วังปารุสกวัน (ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, ๒๕๓๒, หน้า ๒๘๙-๓๐๐)

               เมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจต่อสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยทรงเห็นว่าแผนการทางเศรษฐกิจในลักษณะดังกล่าวจะกระทบกับเสรีภาพของประชาชน (สิริ เปรมจิตต์, ๒๕๑๖, หน้า ๓๑)

               ความขัดแย้งในประเด็นเค้าโครงการเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้นจนมีการกล่าวหาว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม หลวงประดิษฐ์มนูธรรมยืนยันมาโดยตลอดว่า เค้าโครงการเศรษฐกิจไม่ได้เป็นระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ แต่แนวคิดทางเศรษฐกิจในเค้าโครงการเศรษฐกิจเกิดจากการรวบรวมแนวคิดที่ดี ๆ ทั้งทุนนิยม สังคมนิยม เสรีนิยม ฯลฯ โดยอาศัยหลักการของลัทธิโซลิดาริสม์ (Solidarism) เป็นตัวเชื่อม (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ๒๕๓๓, หน้า ๗๗-๘๓)

               ในการประชุมกรรมานุการพิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมอธิบายถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจที่เขาได้ร่างขึ้นมาว่า

               “ตามหลักของข้าพเจ้านั้นเป็นลัทธิหลายอย่างที่ได้เลือกคัดที่ดีมาปรับปรุงให้สมกับฐานะของประเทศสยามแต่เหตุสำคัญอาศัยหลักโซเซียลลิสม์ไม่ใช่คอมมูนิสม์ คือถือว่ามนุษย์ที่เกิดมาย่อมต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน เช่น คนจนนั้น เพราะฝูงชนทำให้จนลงก็ได้ คนเคยทอผ้าด้วยฝีมือ ครั้นมีเครื่องจักรแข่งขัน คนที่ทอด้วยมือต้องล้มเลิก หรือคนที่รวยเวลานี้ ไม่ใช่รวยเพราะแรงงานของตนเลย เช่น ผู้ที่มีที่ดินมากคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งเดิมที่ดินมีราคาน้อยภายหลังที่ดินมีราคาแพง สร้างตึกสูง ๆ ดังนี้ ราคาที่ดินแพงขึ้นเนื่องจากฝูงชนไม่ใช่เพราะการกระทำของคนนั้น ฉะนั้นจึงถือว่ามนุษย์ต่างมีหนี้ตามธรรมจริยาต่อกัน จึงต้องร่วมประกันภัยต่อกัน และร่วมกันในการประกอบเศรษฐกิจ

               …คนของเรานี้เปรียบเสมือนเด็ก รัฐบาลต้องนำ โดยบังคับโดยทางตรงหรือในทางอ้อม ให้ขะมักเขม้นประกอบการเศรษฐกิจ ถ้าเรายังคงทำตามแบบเก่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่ทำสาระสำคัญคือแก้ความฝืดเคืองของราษฎร แบบที่เราต้องเดินนั้นอย่างอาศัยหลักวิชา อาศัยแผน อาศัยโครงการ วิธีโซเซียลลิสม์เป็นวิธีวิทยาศาสตร์โดยแท้ รับรองความเห็น ม.จ. สกลวรรณากร วรวรรณ ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่ใช่ coup
d’ état แต่เป็น revolution ในทางเศรษฐกิจ…”
(ปรีดี พนมยงค์, ๒๕๕๒, หน้า ๑๐๗-๑๐๘)

               เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติก่อให้เกิดความรู้สึกแตกแยกทางการเมือง ทั้งในกลุ่มคณะราษฎรเองและระหว่างผู้สนับสนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกับรัฐบาล ฝ่ายคัดค้านไม่เห็นด้วยกับหลักและวิจารณ์ว่าเป็นหลักการแบบคอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันก็อาศัยพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า โครงการนี้เป็นโครงการอันเดียวกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่มาสนับสนุนความคิดของตน (พระบรมราชวินิจฉัย เรียกกันว่า สมุดปกขาว)

               พระบรมราชวินิจฉัยได้คัดค้านข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ แทบทุกประเด็น สรุปได้เป็น ๓ ประการคือ ประการแรก ข้อเสนอของเค้าโครงการเศรษฐกิจเป็นแบบบอลเชวิครัสเซีย ประการที่สอง โดยเหตุที่ชาติตะวันตกเกลียดชังระบบอลเชวิค อาจทำให้เกิดภัยต่อประเทศชาติ เพราะชาติตะวันตกอาจบีบคั้นทางเศรษฐกิจหรือถึงกับเข้าแทรกแซงเอง ประการสุดท้าย คือ เค้าโครงการเศรษฐกิจทำลายเสรีภาพของประชาชน (เฉลิมเกียรติ ผิวนวล, ๒๕๒๙, หน้า ๒๓๑) ดังจะเห็นได้จากพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า (สิริ เปรมจิตต์, ๒๕๑๖, หน้า ๑-๒)

               “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีความเห็นอย่างเชื่อมั่นว่า… แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่าโครงการนี้นั้น

เป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนดังที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบสตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ

จะเอาอย่างสตาลิน ก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้งสองนี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปของวิธีการกระทำ

จะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทยหรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีก็แก้เป็นข้าวสารหรือข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี

รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอย่างนั้นบ้างรัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาคนอย่างนั้นบ้าง”

               ผลการประชุมคณะกรรมานุการในวันนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยกันในคณะรัฐบาลเรื่องวิธีการดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่สนับสนุนแนวทางของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาที่ได้ร่างแผนการเศรษฐกิจอย่างคร่าว ๆ มาเสนอต่อที่ประชุมเหมือนกัน (วีณา มโนพิโมกษ์, ๒๕๒๐, หน้า ๖๕) กับฝ่ายที่สนับสนุนแนวทางของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ต่อมามีการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖ รัฐมนตรีบางท่านยังกังวลใจถึงความขัดแย้งในคณะรัฐบาล จนกระทั่งนายแนบ พหลโยธินได้เสนอให้ยุติเรื่องโครงการเศรษฐกิจเอาไว้ก่อน รอให้ พ.อ.พระยาพหลพลพยุเสนาอดีตหัวหน้าคณะราษฎรและร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีเดินทางกลับมาจากราชการก่อน แต่พระยามโนปกรณ์นิติธาดาในฐานะนายกรัฐมนตรีเห็นว่าให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นกันมาก่อนได้ (ณรงค์ พ่วงพิศ, ๒๕๕๒, หน้า ๖)

               เมื่อ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนากลับมาจากราชการต่างจังหวัดแล้ว คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ทั้งพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีและหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้อธิบายแนวความคิดเกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจของตนให้ที่ประชุมทราบอีกครั้งหนึ่งเหมือนเมื่อครั้งประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ภายหลังการอภิปรายแล้วที่ประชุมได้สอบถามความเห็นในที่ประชุมว่าจะสนับสนุนแนวทางของนายกรัฐมนตรี หรือสนับสนุนแนวทางของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผลปรากฏว่าผู้ที่เห็นด้วยกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี มีจำนวน ๑๑ คน คือ (๑) พล.ร.ท.พระยาราชวังสัน (๒) พระยาศรีวิศาลวาจา (๓) เจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ (๔) พระยาจ่าแสนยาบดี (๕) พระยาเทพวิทุรพศรุตาบดี (๖) พ.อ.พระยาทรงสุรเดช (๗) พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ์ (๘) น.ต.หลวงสินธุสงครามชัย (๙) หลวงเดชสหกรณ์  (๑๐) นายประยูร ภมรมนตรี (๑๑) พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี สำหรับผู้ที่เห็นว่าควรทำตามโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม มีจำนวน ๓ คน คือ (๑) หลวงประมวญวิชาพูล (๒) นายแนบ พหลโยธิน (๓) หลวงประดิษฐ์มนูธรรม สำหรับผู้ที่งดออกเสียง มีจำนวน ๕ คน คือ (๑) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (๒) พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (๓) พ.อ.พระยาฤทธิ์อาคเนย์ (๔) พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (๕) นายตั้ว ลพานุกรม (วีณา มโนพิโมกษ์, ๒๕๒๐, หน้า ๒๕๓-๒๕๗) ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติโดยเสียงข้างมากกว่า “ไม่อนุมัติให้ใช้”

               ผลจากการประชุมของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๕ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งระหว่าง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และจะขยายตัวออกไปถึงความขัดแย้งในหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเองก็ถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาในภายหลังว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมไม่ได้มีความเลื่อมใสลัทธิคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด (ณรงค์ พ่วงพิศ, ๒๕๕๒, หน้า ๓๗)

               แม้ว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมจะพยายามชี้แจงข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ความเห็นขัดแย้งและความเคลือบแคลงต่อเค้าโครงการเศรษฐกิจยังคงอยู่ ภายในคณะราษฎรเกิดการแตกแยกเป็นฝ่ายที่สนับสนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกับฝ่ายที่สนับสนุนพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อาจสรุปได้ว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมที่นำเสนอนั้น มิได้รับการยอมรับจากคณะราษฎรส่วนใหญ่ (ลิขิต    ธีรเวคิน, ๒๕๕๐, หน้า ๑๓๘-๑๓๙)

               ในประเด็นนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งวิเคราะห์ว่า การนำเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจนับเป็นความผิดพลาดทางการเมืองครั้งสำคัญของนายปรีดี พนมยงค์ เพราะนายปรีดีควรจะได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ทันเวลาก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการณ์ และควรจะจำกัดการเสนอความเห็นของตนในลักษณะที่เป็นการผลักดันให้เป็นมติปฏิบัติ ที่สำคัญกว่านั้น ข้อเสนอในเค้าโครงการเศรษฐกิจไม่เพียงแต่เป็นหลักการที่ปฏิบัติไม่ได้เท่านั้น หากยังไม่สมควรปฏิบัติด้วย (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ๒๕๔๔,หน้า ๔-๕) นอกจากนี้ สมศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตว่านายปรีดีให้เหตุผลที่สับสนในประเด็นเกี่ยวกับการบังคับจ้างแรงงานและกรรมสิทธิ์ของเอกชน ในที่สุดสมศักดิ์จึงสรุปว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ มีความเป็น”ซ้ายจัด”ยิ่งกว่าแนวทางของพรรคบอลเชวิคของรัสเซียในช่วงเวลาใกล้กัน (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ๒๕๔๔, หน้า ๗-๙)

ผลกระทบทางการเมืองจากความขัดแย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจ

               ความขัดแย้งทางแนวความคิดเกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจก็ได้ลุกลามและขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในคณะรัฐบาลของคณะราษฎรและสภาผู้แทนราษฎร และนำไปสู่ความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจต่อกันมากขึ้น กลายเป็นความแตกแยกในคณะราษฎรเสียเอง (Wilson, 1963, p. 17)

               ประการแรก ความขัดแย้งเรื่องการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราหรือรัฐประหารเงียบ ความขัดแย้งเกี่ยวกับเค้าโครงการเศรษฐกิจ ได้เป็นชนวนความยุ่งยากทางการเมืองระหว่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดากับฝ่ายสนับสนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม จะเห็นว่าพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ดำเนินบทบาททางการเมืองที่ขัดขวางคณะราษฎร คือ ออกคำสั่งห้ามข้าราชการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าเป็นสมาชิกสมาคมที่เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งในขณะนั้นก็น่าจะเพ่งเล็ง ถึงสมาคมคณะราษฎร ซึ่งจดทะเบียนตั้งเป็นสมาคมทางการเมืองนับตั้งแต่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๕ คำสั่งของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงเปรียบเสมือนคำสั่งที่ต้องการล้มสมาคมคณะราษฎรโดยตรง (เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์, ๒๕๑๔, หน้า ๑๕๒) และรัฐบาลยังกำหนดให้สมาคมคณะราษฎรเปลี่ยนวัตถุประสงค์เสียใหม่มิให้เกี่ยวข้องกับการเมืองอีกด้วย (ณรงค์ พ่วงพิศ, ๒๕๕๒, หน้า ๑๑-๑๓)

               เรื่องความขัดแย้งระหว่างคณะรัฐมนตรีได้ลุกลามเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างสมาชิกสภาฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลกับฝ่ายสนับสนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และปรากฏเป็นเหตุการณ์รุนแรง เมื่อสาระการประชุมเพื่อพิจารณางบประมาณประจำปี พ.ศ.๒๔๓๖ (๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖) ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนพกอาวุธเข้าไปในสภาเป็นทำนองข่มขู่สมาชิกฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล (ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๔๓, หน้า ๓๐๕) ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ขอความร่วมมือไปยังฝ่ายทหาร พระยาทรงสุรเดชจึงได้จัดทหารมาทำหน้าที่ตรวจค้นอาวุธสมาชิกสภาผู้เข้าประชุม บรรยากาศในสภาจึงตึงเครียดมากขึ้น และมีการโจมตีรัฐบาลในเรื่องนี้ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ๒๕๔๔,หน้า ๑๔๒) รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, ๒๕๑๗, หน้า ๖๐-๖๕)

               ๑) คณะรัฐมนตรีมีความเห็นแตกแยกเป็นสองพวก พวกหนึ่งมีความเห็นฝ่ายข้างน้อยปรารถนาจะวางนโยบายเศรษฐกิจไปในทางอันมีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นความเห็นข้างมาก ไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้น โดยเห็นว่านโยบายเช่นนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะแก่ราษฎรและเป็นมหันตภัยแก่ความมั่นคงของประเทศ ความเป็นไปของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว เป็นภาวะสุดแสนจะทนทานได้

               ๒) สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกแต่งตั้งขึ้นชั่วคราว ไม่ควรที่จะเพียรวางระเบียบนโยบายเศรษฐกิจใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลงของเก่าอันมีอยู่เดิม ประดุจเป็นการพลิกแผ่นดิน และสภาผู้เพียรทำเช่นนั้นมีความเลื่อมใสต่อรัฐมนตรีมีจำนวนข้างน้อย

               ๓) สภากับคณะรัฐมนตรีมีความเห็นแตกแยกกัน เป็นที่น่ากลัวอันตรายแก่ความมั่นคงของประเทศ ก่อให้เกิดความหวาดเสียวและความไม่แน่นอนให้แก่ประชาชนทั่วไป

               ๔) ฐานะของสภาและรัฐมนตรีเท่าที่เป็นผู้เช่นนั้น จะปล่อยให้คงอยู่อีกไม่ได้ความปลอดภัยของประชาชนเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทำให้ต้องปิดสภา

               การประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาเป็นเหตุให้รัฐบาลสิ้นสุดลง แต่พระยามโนปกรณ์นิติธาดายังมีโอกาสได้จัดตั้งคณะรัฐบาลเป็นครั้งที่ ๓ ทั้งนี้เพราะการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่อาศัยพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาตอนหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “ให้นายกรัฐมนตรีคณะซึ่งยุบนี้ เป็นนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีใหม่ กับให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งว่าการกระทรวงต่าง ๆ อยู่ในเวลานี้ เป็นสมาชิกของคณะรัฐมนตรีใหม่โดยตำแหน่ง ส่วนรัฐมนตรีอื่น ๆ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป” จากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวข้างต้นเปิดทางให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้โดยมีโอกาสคัดเลือก “รัฐมนตรี” ตามความประสงค์ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งนี้จึงเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ และจะเห็นได้ว่าหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ต้นเหตุแห่งความขัดแย้งจากเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่อไปดังเช่นรัฐมนตรีคนอื่น ๆ (สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, ๒๕๓๙, หน้า ๘๕)

               คณะรัฐมนตรีชุดที่ ๓ มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีร่วมคณะ ๑๘ คน เป็นบุคคลในคณะรัฐมนตรีชุดเดิม ยกเว้นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม นายแนบ พหลโยธิน นายตั้ว ลพานุกรม และพระยาประมวญวิชาพูล (เสทื้อน ศุภโสภณ, ๒๕๓๕, หน้า ๒๑๑)

               ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ รัฐบาลออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ ต่อมาในวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็เดินทางออกนอกประเทศ รัฐบาลทำสัญญาจะจ่ายเงินให้ปีละ ๑,๐๐๐ ปอนด์ (ประมาณ ๑๑,๐๐๐ บาท) (วีณา มโนพิโมกษ์, ๒๕๒๐, หน้า ๘๖) โดยรัฐบาลออกแถลงการณ์ว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเดินทางไปศึกษาวิชาการเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส (Thompson, 1967, p 73)

               ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์ และพ.ท.พระประสาสน์พิทยายุทธ ที่ได้รับสมญานามว่า สี่ทหารเสือ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งทางทหาร โดยอ้างเหตุผลว่าได้รับราชการตรากตรำมาครบ ๑ ปี แล้ว มีความเจ็บป่วยเนือง ๆ (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, ๒๕๑๗, หน้า ๖๗)

               ประการที่สอง รัฐประหารวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ บทบาทของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ในการประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง ประกอบกับมีการปิดหนังสือพิมพ์บางฉบับ เช่น กรุงเทพวารศัพท์ และประชาชาติ ต่อมาการเมืองถึงขั้นวิกฤตเมื่อ “๔ ทหารเสือ” คือ “พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อาคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ” ลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖

               ต่อมาในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม (ได้รับยศพันโท เมื่อ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖) หลวงศุภชลาศัยได้ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และยื่นคำขาดให้คณะรัฐบาลออกจากตำแหน่ง โดยอ้างเหตุผลว่า (ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๕๐, หน้า ๑๐๒)

“ด้วยคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนแล้วงดใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลายบท

คณะทหารบก ทหารเรือและพลเรือน จึงเห็นเหตุจำเป็นเข้ายึดอำนาจการปกครองเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ”

               ผลจากรัฐประหารครั้งนี้ทำให้คณะรัฐบาลสิ้นสุดลง และผู้สนับสุนนรัฐบาล อาทิเช่น พระยาทรงสุรเดชได้ถูกกีดกันออกห่างจากวงการเมือง ส่วนพระยามโนปกรณ์นิติธาดาต้องเดินทางออกไปพำนักอยู่ที่ปีนัง

               หลังจากยึดอำนาจได้แล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนาได้มอบหมายให้เจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำความไปกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน เพื่อโปรดเกล้าฯให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร และกราบบังคมทูลเรื่องการยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาด้วย (ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๕๔๓, หน้า ๓๒๘)

               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ และทรงเห็นชอบในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อไป ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ ด้วยเหตุผลที่ว่า “เป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจของประชาชนพลเมือง และเป็นผู้ที่สามารถยึดเหนี่ยวน้ำใจคนทั้งหลายประสานสามัคคีพร้อมเพรียงกัน…ในเวลาบัดนี้ จะหาผู้ใดนอกจากตัวท่านที่จะบริบูรณ์ด้วยสมบัติดังที่ว่ามานี้ยากนัก” (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, ๒๕๑๗, หน้า ๘๑)

               ข้อสังเกตจากการทำรัฐประหารครั้งนี้คือ การที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเข้าร่วมด้วยเป็นไปตามคำขอร้องของ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม เพื่อแสดงให้เห็นว่าพ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังจากการอ้างว่าคณะรัฐบาลซึ่งนำโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดาบริหารราชการแผ่นดินไม่ครบถ้วน ก็คือคณะราษฎรพิจารณาว่ากลุ่มขุนนางเก่ามีอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น อาจจะหวนกลับไปเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้งหนึ่ง (วีณา มโนพิโมกษ์, ๒๕๒๐, หน้า ๙๒)

               การยึดอำนาจครั้งนี้ คณะรัฐประหารได้บีบบังคับให้พระยามโนปกรณ์ฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งทั้งหมด สำหรับตัวนายกรัฐมนตรีนั้นนอกจากออกจากตำแหน่งแล้วยังต้องออกนอกประเทศอีกด้วย ซึ่งก็คือการถูกเนรเทศนั่นเอง ในที่สุดพระยามโนปกรณ์ฯ ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่ปีนัง จนกระทั่งเสียชีวิตที่นั่น อันถือได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ไปจบชีวิตลงในต่างแดน

               นอกจากนี้นายทหารขั้นผู้ใหญ่สามคม ได้แก่ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.อ.พระยาฤทธิ์อาคเนย์ และพ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ์  ซึ่งอยู่ฝ่ายพระยามโนปกรณ์ฯ และมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกับพระยาพหลฯ ก็ได้ถูกตัดทอนอำนาจและลดบารมีลง โดยการถูกลดตำแหน่งในกองทัพ และในเวลาต่อมาพระยาทรงสุรเดชและพระยาฤทธิ์อาคเนย์ก็ถูกบังคับให้ไปอยู่ต่างประเทศ โดยคนแรกไปอยู่อินโดจีนฝรั่งเศสและคนที่สองไปอยู่ที่ปีนัง ในขณะที่ พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธต้องไปพ้นจากเมืองไทยโดยไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

               ภายหลังจากการทำรัฐประหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา  ในขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เปิดดำเนินการปกติต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อการเมืองไทยผ่านพ้นวิกฤตและกลับเข้าสู่สภาพเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้เชิญนายปรีดี พนมยงค์ให้กลับมาจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อมาช่วยเหลืองานของรัฐบาลต่อไป และแล้ววันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๖ นายปรีดี ได้เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยและได้เข้าสู่วงการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่า นายปรีดี ต้องยอมรับที่จะไม่รื้อฟื้นเค้าโครงการเศรษฐกิจอีก (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ๒๕๒๔, หน้า ๒๑๖ ; ทินพันธุ์ นาคะตะ, ๒๕๕๕, หน้า ๔๗) แต่ทว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนยังข้องใจเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองของนายปรีดี ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นว่าจริงหรือไม่ ในที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อทำการพิจารณาสอบสวนกรณีดังกล่าวนี้ โดยมีม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญภายหลังจากการพิจารณาสอบสวนเรื่องนี้แล้วซึ่งใช้เวลาประมาณสองเดือน ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีมติเป็น เอกฉันท์ว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือนายปรีดี พนมยงค์ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ ตามข้อกล่าวหาของฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาและคณะแต่อย่างใด ต่อมาก็ได้มีการนำเสนอผลการสอบสวนดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรรับรอง ซึ่งที่ประชุมสภาฯ ก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญขุดดังกล่าว นั่นก็หมายความว่า นายปรีดี พนมยงค์ ไม่มีมลทินเป็นคอมมิวนิสต์นั่นเอง (ณรงค์ พ่วงพิศ, ๒๕๕๒, หน้า ๓๗) อนึ่งในยุคที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้พยายามสร้างอุดมการณ์ของชาติขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากอุดมการณ์เชิดชูชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ แล้ว แต่ในยุคใหม่นี้จะเน้นให้ความสำคัญแก่รัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้น อุดมการณ์ของชาติจึงประกอบด้วย ชาติ ศาสนา กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันแนวนโยบายในการบริหารปกครองประเทศจะมีลักษณะไปในแนวทางชาตินิยมมากขึ้นอีกด้วย

               ประการที่สาม กบฏบวรเดช พ.ศ.๒๔๗๖ เหตุการณ์สำคัญก่อนเกิดกบฏบวรเดชซึ่งทำให้บุคคลหลายฝ่ายเคลือบแคลงใจว่า เป็นปฏิกิริยาของกลุ่มอำนาจเก่าเพื่อการรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ เหตุการณ์แรก คือรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ใช้อำนาจประกาศปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยอ้างว่าคณะรัฐมนตรีมีความเห็นแตกแยกกันในเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และเหตุการณ์ที่สอง คือ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น) น.ท.หลวงศุภชลาศัย และหลวงนฤเบศร์มานิต ได้ใช้กำลังทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖ เบื้องหลังของรัฐประหารครั้งนี้เกิดจากความแตกแยกของฝ่ายคณะราษฎร เนื่องจากพ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาและพ.ท.หลวงพิบูลสงครามซึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ไม่พอใจที่พ.อ.พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้นำในการคัดค้านเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และตามมาด้วยเหตุการณ์กบฏบวรเดชในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้บอกแต่เพียงความขัดแย้ง แต่ยังบ่งชี้ว่ามีความล้มเหลวที่จะมีการประนีประนอมกันภายในหมู่ผู้มีอำนาจด้วยกันเอง การควบคุม “พลพรรค” ของแต่ละฝ่ายดูจะไม่เป็นผลคือ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งในหมู่ของ “เจ้า” และ “คณะราษฎร” (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ๒๕๕๐)

               หลังจากที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน ก็มีบุคคลคณะหนึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะกู้บ้านเมือง” ซึ่งมีพล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้าและนายทหารผู้ใหญ่อีกหลายคน ได้ดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ข้ออ้างของคณะกู้บ้านเมืองในการก่อการครั้งนี้คือ

               ๑) การที่รัฐบาลจะดำเนินการปกครองโดยใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

               ๒) การที่สถาบันกษัตริย์ถูกกระทบกระเทือนอย่างหนักหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่น แถลงการณ์โจมตีราชวงศ์จักรีและพระบรมวงศานุวงศ์ แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถูกหนังสือพิมพ์โจมตี โดยมีการฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อศาลในข้อหาหมิ่นประมาท (วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๖) เรื่องนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีกระทบกระเทือนใจมาก ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการและประชาชน

               ๓) ความไม่พอใจการปกครองหลังวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เช่น กรณีปิดประชุมสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา รวมทั้งความไม่พอใจรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้คณะราษฎรมีอำนาจปกครองบ้านเมืองนานถึง ๑๐ ปี

               ๔) ความต้องการการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นหลักในการปกครองประเทศ

               ๕) ความไม่พอใจที่คณะราษฎรละเลยบทบาทของทหารหัวเมืองในกิจกรรมภายในประเทศ เช่น ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการย้าย ยุบ หรือปลดนายทหารยิ่งกว่านั้นมีการแตกแยกระหว่างกลุ่มสนับสนุน พ.ท.หลวงพิบูลสงครามกับกลุ่มสนับสนุนพ.อ.พระยาทรงสุรเดช (นิคม จารุมณี, ๒๕๒๒, หน้า ๓๖๘-๓๘๕)

               เหตุการณ์กบฏเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ นับเป็นการก่อกบฏต่อต้านอำนาจของฝ่ายรัฐบาลครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕ มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำระบอบเก่า (ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) และระบอบใหม่ (ระบอบรัฐธรรมนูญ) จากการโต้แย้งเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจที่เสนอโดยนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งถูกกล่าวหาจากผู้เสียประโยชน์ว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” และชนวนสำคัญคือ ข้อโต้แย้งเรื่องพระเกียรติและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบใหม่ ส่งผลให้ พล.อ.พระองค์เจ้าบวรเดชตัดสินใจนำกำลังทหารออกมาเคลื่อนไหวยึดอำนาจของรัฐบาล อันเป็นที่มาของชื่อ “กบฏบวรเดช” (นิคม จารุมณี, ๒๕๒๒, หน้า ๓๘๕)

               กบฏบวรเดชเกิดขึ้นเมื่อมีทหารหัวเมืองภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มบุคคลผู้ไม่พอใจนโยบายการปกครองและการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะราษฎร โดย พล.อ.พระองค์เจ้าบวรเดช เป็นแม่ทัพ พ.อ.พระยาเทพสงครามเป็นรองแม่ทัพ และพ.อ.พระยาศรีสิทธิสงครามเป็นเสนาธิการกองทัพ กำลังทหารส่วนหนึ่งรวบรวมมาจากจังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ลพบุรี สระบุรี และอยุธยา ได้ยกมาปิดล้อมกรุงเทพมหานครทางทิศเหนือ ตั้งกองบัญชาการที่ดอนเมือง และกำลังอีกส่วนหนึ่งใช้กองทหารจากเมืองเพชรบุรี ใช้ปิดล้อมกรุงเทพมหานครทางทิศใต้ โดยที่มีจุดประสงค์ในการยกกำลังทหารปิดล้อมกรุงเทพมหานคร เพื่อจะต่อรองกับคณะราษฎร

               ต่อมาฝ่ายรัฐบาลได้ตั้งกองกำลังผสมปราบปรามคณะกู้บ้านกู้เมืองโดยมีพ.ท.หลวงพิบูลสงครามเป็นหัวหน้าและสามารถทำการปราบปรามฝ่ายกบฏบวรเดชได้สำเร็จ พล.อ.พระองค์เจ้าบวรเดช หัวหน้าคณะกบฏและพระชายาเสด็จหนีไปยังประเทศกัมพูชา รัฐบาลตั้งศาลพิเศษขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีการกบฏ และจลาจลในปี พ.ศ.๒๔๗๖ พ.ศ.๒๔๗๘ และ พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งกระบวนการของศาลพิเศษ มิได้ปฏิบัติตามหลักการแห่งการปกครองโดยยึดหลักกฎหมายหรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) (ภูธร ภูมะธน, ๒๕๒๑, หน้า ๒๔๖)

               การที่ฝ่ายรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ พุทธศักราช ๒๔๗๖ พิจารณาตัดสินคดีของฝ่ายแพ้โดยไม่มีการให้อุทธรณ์ฎีกา ผลจากการตัดสินใจคือผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนต้องโทษถูกประหารชีวิต อีกหลายร้อยคนได้รับโทษจำคุก ปลดออกจากราชการและไล่ออก อย่างไรก็ดี ในที่สุดก็ไม่มีการประหารชีวิตผู้ใดเลย (มนัส จรรยงค์, ๒๕๓๑, หน้า๕๑)

               ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสามารถรักษาอำนาจการปกครองประเทศไว้ได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในคณะผู้ปกครองประเทศมิใช่น้อย กล่าวคือ หลังเหตุการณ์กบฏบวรเดช รัฐบาลได้จัดตั้งศาลพิเศษขึ้นมาพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการกบฏโดยเฉพาะโดยไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา และไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาตั้งทนายความปกป้องตนเอง ผลการพิจารณาปรากฏว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมี ๖๐๐ คน ถูกฟ้องศาล ๘๑ คดี จำเลย ๓๑๘ คน ในจำนวนนี้ถูกพิพากษาลงโทษ ๒๓๐ คน (ภูธร ภูมะธน, ๒๕๒๑, หน้า ๑๕๖) ในสายตาของผู้เกี่ยวข้องกับการกบฏเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ภายหลังจึงได้มีการพระราชทานอภัยโทษจากโทษประหารชีวิตให้เหลือเพียงการจำคุกตลอดชีวิต และจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นการเนรเทศไปเกาะตะรุเตา (มนัส จรรยงค์, ๒๕๓๑, หน้า ๕๔) ซึ่งเป็นการปรองดองแบบหลวม ๆ โดยอาศัยกระบวนการยุติธรรมนั่นเอง

               อย่างไรก็ตาม การเกิดกบฏบวรเดชได้ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่มีการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏ แม้ว่ารัชกาลที่ ๗ ได้ทรงวางพระองค์เป็นกลาง แต่คณะราษฎรกลับมีความเคลือบแคลงสงสัยในพระองค์อยู่ (เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์, ๒๕๑๖, หน้า ๑๗๑-๑๗๒) ฐานะของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ในสายตาคณะราษฎรตกต่ำลงอย่างมาก เพื่อยุติความขัดแย้งทางเมืองทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตัดสินพระทัยสละพระราชสมบัติ ในวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ (ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, ๒๕๓๒, หน้า๓๒๒ – ๓๒๔) กล่าวได้ว่า การเกิดกบฏบวรเดชขึ้นถือเป็นโอกาสสำหรับคณะราษฎรในการจับ คุมขัง และเนรเทศฝ่ายจารีตนิยม และโยงมาถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามหลายคน แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม) คณะราษฎรสายทหารที่ไม่ผูกพันกับฝ่ายจารีตนิยม ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ผลทางอ้อมคือ แม้จะสามารถต่อกรกับฝ่ายจารีตนิยมได้ ก็ตามแต่ก็ทำให้คณะราษฎรฝ่ายทหารมีบทบาทมากขึ้น (สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, ๒๕๔๙, หน้า ๕๙๔) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายประการตลอดระยะเวลาที่ พ.อ.หลวงพิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

               นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้ออกพระราชบัญญัติการจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๖ เพื่อการรักษาและป้องกันเสถียรภาพทางการเมือง ตลอดจนการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้เปิดช่องทางให้รัฐบาลมีโอกาสกำจัดฝ่ายตรงข้ามได้โดยสะดวก จากข้อบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวทำให้มีผู้ถูกจับกุมในข้อหาเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญจำนวนมาก ระหว่างปีพ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๑ (สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร, ๒๕๓๙)

               ประการที่สี่ การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบเนื่องจากการกบฏของพระองค์เจ้าบวรเดชในครั้งนี้นับว่าส่งผลสำคัญต่อรัชกาลที่ ๗ เป็นอย่างมาก  เพราะการกบฏในครั้งนี้เป็นเสมือนกับการกระทำในเชิงสัญลักษณ์ที่ฝ่ายเจ้าต้องการทวงอำนาจคืนจากคณะราษฎร  ภายหลังจากที่ได้สูญเสียมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕  และภายหลังจากที่พระยามโนปกรณ์ฯ ไม่สามารถโค่นล้มอำนาจของคณะราษฎรจากการทำรัฐประหารเงียบได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  เมื่อเป็นเช่นนี้การกบฏของพระองค์เจ้าบวรเดชจึงย่อมส่งผลกระทบต่อในหลวงรัชกาลที่ ๗ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  นั่นคือมีข่าวลือว่าพระองค์ทรงเกี่ยวข้องด้วย  ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงเป็นกลางในเหตุการณ์ดังกล่าวก็ตาม  ในขณะที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าข้าราชสำนักบางคนให้ความสนับสนุนและติดต่อกับฝ่ายกบฏ  ถึงกับปรากฏในข้ออ้างของรัฐบาลคณะราษฎรในเวลาต่อมาว่า  ราชสำนักให้การสนับสนุนกบฏเป็นเงินสองแสนบาท  กรณีดังกล่าวนี้นับว่าได้สร้างความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรกับราชสำนักมากยิ่งขึ้น (สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, ๒๕๔๙, หน้า๕๙๘)  และแล้วในหลวงรัชกาลที่ ๗ จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปรักษาพระเนตร ณ ประเทศอังกฤษ  เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๗  สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในการแต่งตั้งให้สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้านริศรานุวัติวงศ์  เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นพระองค์แรกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย  โดยสภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเดินทางออกจากไทยหรือวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๗ (ณัฐพล ใจจริง, ๒๕๕๔, หน้า๘ ; สุพจน์ ด่านตระกูล, ๒๕๔๔, หน้า๑๙)

               ดังจะเห็นได้จากในระหว่างนั้น แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะมิได้ทรงประทับอยู่ในไทยก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจะทรงยินยอมร่วมมือหรือเห็นชอบกับรัฐบาลของคณะราษฎร  ที่รัฐบาลต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งตกค้างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  สร้างความเป็นสมัยใหม่และความเสมอภาคให้กับพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย เช่น การที่รัฐบาลพยายามผลักดันการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ  แต่ทรงไม่ยอมลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติหลายฉบับที่ลิดรอนอำนาจความเป็นเจ้าชีวิต และพระราชทรัพย์ไปจากพระองค์ เช่น รัฐบาลต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาที่เคยกำหนดโทษประหารชีวิตนักโทษด้วยการฟันคอเป็นการยิงเสียให้ตาย แต่พระองค์ไม่ทรงเห็นชอบกับการแก้ไขดังกล่าวของรัฐบาล แต่ทรงต้องการเป็นผู้ที่วินิจฉัยเหนือคำพิพากษาของศาลในการปลิดชีวิตนักโทษเพื่อรักษาสถานะของความเป็นเจ้าชีวิตไว้ (ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, ๒๕๑๗, หน้า๑๕๖-๑๕๗) กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ทรงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปลี่ยนจาก “คนของกษัตริย์” ไปเป็นคนในรัฐโดยรัฐบาลของคณะราษฎร  ตลอดจนเมื่อรัฐบาลได้พยายามผลักดันพระราชบัญญัติอากรมรดก  แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากพระองค์อย่างมาก เป็นต้น (สุพจน์ ด่านตระกูล, ๒๕๔๔)

               เมื่อความขัดแย้งระหว่างพระบทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ผู้ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เก่าในระบอบใหม่กับรัฐบาลของคณะราษฎรดำเนินต่อไป  พระองค์ได้ทรงยื่นข้อเรียกร้องที่มีมากขึ้นตามลำดับ และข้อเรียกร้องหลายข้อพระองค์ทรงโจมตีรัฐบาลว่า รัฐบาลเป็นเผด็จการ ทั้งที่แนวคิดเบื้องแรกในการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภท ๒ ที่มาจากการแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕  มาจากพระราชดำริของพระองค์ที่ต้องการควบคุมทิศทางการเมือง แต่เมื่อทรงพ่ายแพ้ในเวลาต่อมานั้น ปรากฏว่า พระองค์ทรงกลับปฏิเสธความรับผิดจากแนวพระราชดำริ แต่ทรงกล่าวโทษรัฐบาลว่าแนวคิดการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลต้องการรวบอำนาจการเมือง (นัยนา หงษ์ทองคำ, ๒๕๒๐, ๓๕๘-๓๕๙)

               สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับคณะราษฎร อาจพิจารณาได้ดังนี้  (วิทยา สุจริตธนารักษ์, ๒๕๓๓, หน้า๕๙๓-๕๙๔)

               ๑) ความขัดแย้งในเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงทราบถึงความต้องการในการที่จะให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก  แต่ทรงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาเพราะการศึกษาของประชาชนยังไม่สูง  ทั้งยังต้องมีองค์กรทางการเมืองอื่น ๆ ของรัฐ เช่น  พรรคการเมือง  จึงไม่ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน  แต่คณะราษฎรเห็นว่าไม่สามารถรอได้  จึงใช้กำลังทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

               ๒) การผูกขาดอำนาจทางการเมืองของคณะราษฎร  เงื่อนไขต่าง ๆ ที่คณะราษฎรกำหนดขึ้น ทำให้รัชกาลที่ ๗ ทรงไม่เห็นชอบด้วยคือ การกำหนดระยะเวลาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เห็นชอบกับคณะราษฎรไว้นานถึง ๑๐ ปี ทั้งคณะราษฎรยังมีอำนาจในอันที่จะเลือกสมาชิกประเภทที่ ๒ จำนวนมากไว้สนับสนุนพวกตน  ข้อโต้แย้งของรัชกาลที่ ๗ ไม่สามารถทำให้คณะราษฎรโอนอ่อนตามได้  การออกพระราชบัญญัติจัดการป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ การจัดตั้งศาลพิเศษ  ล้วนเป็นการให้อำนาจแก่คณะราษฎรในการกำจัดศัตรู  การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงในกรณีกบฏ การประกาศใช้พระราชบัญญัติสมุด เอกสารและหนังสือพิมพ์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๔๗๕  ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐลิดรอนสิทธิในการเสนอข่าวสารได้ การไม่ยอมให้มีการจัดตั้งสมาคมทางการเมืองขึ้นมาท้าทายคณะราษฎร  เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างรัชกาลที่ ๗ กับคณะราษฎร (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ๒๕๕๐, หน้า๑๘-๓๐)

               ๓) ความขัดแย้งในเรื่องพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว พ.ศ.๒๔๗๕ จำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้มาก  เพราะยังไม่แน่ใจว่าพระมหากษัตริย์จะทรงร่วมมือสักแค่ไหน แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงลงพระนาม เพราะทรงหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ได้  อย่างไรก็ตาม พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็หาได้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ.๒๔๗๕ไม่  คณะราษฎรยังคงมีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภาประเภทที่ ๒ เอาไว้สนับสนุน  และไม่เปิดโอกาสให้รัชกาลที่ ๗ ทรงมีช่องทางค้านอำนาจของคณะราษฎรได้เลย

               ๔) สถานภาพของรัชกาลที่ ๗ และพระราชวงศ์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  นอกจากรัชกาลที่ ๗ จะต้องทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว เจ้านายตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไปถูกตัดสิทธิทางการเมือง และยังถูกกลั่นแกล้งไม่ให้ได้สิทธิอื่น ๆ ซึ่งคนไทยทุกคนได้รับ  ข้อความในคำประกาศของคณะราษฎรเป็นการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์อย่างรุนแรงตลอดจนมีลักษณะขู่เข็ญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย แม้จะมีการขอขมาและขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ความขุ่นเคืองใจไม่สามารถแก้ไขได้อย่างแท้จริง การฟ้องร้องรัชกาลที่ ๗ เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งกันไม่หมดสิ้นไปได้  นอกจากนั้นคณะราษฎรยังปล่อยให้หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ข้อความที่มุ่งเน้นความเสื่อมเสียของพระราชวงศ์ เช่น หนังสือพิมพ์ “สัจจัง” “๒๔ มิถุนายน” และ “เทิดรัฐธรรมนูญ” เป็นต้น กรณีกบฏบวรเดชทำให้คณะราษฎรมั่นใจว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีส่วนรู้เห็นอยู่ด้วย  ทั้งๆ ที่พระองค์วางตนเป็นกลาง จากบรรดาสาเหตุเหล่านี้และจากการที่รัชกาลที่ ๗ ทรงตระหนักว่า  คณะราษฎรมิได้ดำเนินการปกครองประเทศไปตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากแต่ดึงอำนาจทั้งหลายมาไว้ที่คณะราษฎร  เมื่อรัชกาลที่ ๗ ไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะเหนี่ยวรั้งคณะราษฎรได้  จึงได้มีพระราชดำริจะสละ
ราชสมบัติดังเหตุผลข้างต้น

               กรณีนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้วิเคราะห์ว่าเหตุผลเบื้องหลังในการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ ๗ ก็คือความล้มเหลวในการตั้งข้อเรียกร้องของพระองค์ต่อคณะราษฎร นั่นคือความพยายามต่อรองเพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่พระองค์เองและแวดวงของพระองค์ และลดหรือแยกสลายอำนาจของรัฐบาลในขณะนั้น แต่ทว่ารัฐบาลคณะราษฎรได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระองค์ทุกๆข้อ ดังนั้นการใช้วิธีการต่อรองโดยการขู่ว่าพระองค์จะสละราชสมบัติ จึงกลายเป็นการสละราชสมบัติจริงๆ

               กล่าวโดยสรุป ความขัดแย้งระหว่างพระองค์กับรัฐบาลคณะราษฎร มีมูลเหตุมาจากความพยายามเพิ่มอำนาจของราชสำนักและความหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์นั่นเอง (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ๒๕๔๔, หน้า ๑๘ – ๑๙)

สรุป

               ความขัดแย้งที่นำไปสู่จุดแตกหักระหว่างรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ กับคณะราษฎรก็คือ เรื่องของเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งหลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ร่างขึ้นมาในนามของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลัก ๖ ประการ โดยเฉพาะในประการที่ ๓ ที่ว่าจะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจโดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก ซึ่งเรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงจนส่งผลสำคัญต่อการเมืองไทยในเวลาต่อมา เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดความเห็นแตกแยกและเกิดความขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในรัฐบาลและในสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญก็คือ ในบรรดาผู้ที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกัน ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวนี้ได้มีความเห็นแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนหลวงประดิษฐ์ฯ กับฝ่ายที่คัดค้าน ฝ่ายที่สนับสนุนหลวงประดิษฐ์ฯ ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกคนหนุ่มหัวก้าวหน้าที่เป็นข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนพวกปัญญาชนทั้งหลาย ส่วนบุคคลสำคัญที่คัดค้านเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ อย่างออกหน้าออกตาก็คือ พระยามโนปกรณ์ฯ นายกรัฐมนตรี พ.อ.พระยาทรงสุรเดชผู้คุมกำลังทหารคนสำคัญ ตลอดจน พ.อ.พระยาฤทธิ์อาคเนย์ เป็นต้น และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็เห็นจะได้แก่การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยสนับสนุนพระยามโนปกรณ์ฯ ซึ่งการคัดค้านดังกล่าวนี้ได้ส่งผลให้หลวงประดิษฐ์ฯ ถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้พระยามโนปกรณ์ฯ ยิ่งมีความมั่นใจในความเห็นของตนเองที่มีต่อเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ มากยิ่งขึ้น

               ความขัดแย้งครั้งนี้ดูจะมีความลุ่มลึกเป็นอย่างยิ่ง และได้ส่งผลต่อความตึงเครียดทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความหวาดระแวงกันได้กระจายทั่วไป วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๕ สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พ.ศ.๒๔๗๖ ปรากฏว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนได้พกพาอาวุธปืนเข้าไปในสภา ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่คุกคามสภาเป็นอย่างมาก ต่อมาอีกหนึ่งวันฝ่ายรัฐบาลได้มีคำสั่งของพระยามโนปกรณ์ฯ ร่วมกับ พ.อ.พระยาทรงสุรเดชส่งทหารหนึ่งกองร้อยเข้าควบคุมสภาเพื่อทำการตรวจค้นตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าพกพาอาวุธปืนเข้ามาหรือไม่ และเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่ที่ประชุมแล้วก็ห้ามออกนอกห้องประชุม ซึ่งการกระทำดังกล่าวของพระยามโนปกรณ์ฯ ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างมาก สมาชิกสภาฯ หลายคนได้อภิปรายโจมตีว่านี่คือการกระทำอย่างเผด็จการ อย่างไรก็ตามการกระทำของพระยามโนปกรณ์ฯ ในครั้งนี้น่าจะเป็นการกระทำชนิดที่เรียกว่า เป็นการเตรียมการเพื่อหวังผลข้างหน้าไว้อย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งได้แก่ระยะสั้นคือการคุกคามข่มขู่สมาชิกสภาฯ ที่ส่วนใหญ่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนเศรษฐกิจแห่งชาติโดยเร็ว ส่วนระยะยาวก็คือ การโค่นล้มคณะราษฎรนั่นเอง และคนแรกที่จะต้องถูกเกมส์การเมืองทำลายล้างก็คือ นายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็นมันสมองของคณะราษฎรคนสำคัญ ดังนั้นในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี โดยการสนับสนุนจากคณะราษฎรสายทหารบางส่วน จึงได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา และออกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๔๗๖ โดยอ้างความแตกแยกและการนำลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้ในทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมต้องเดินทางออกประเทศ

               กลุ่มที่ให้การสนับสนุนพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจะประสบความสำเร็จในการลดบทบาททางการเมืองของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม แต่กลับไม่สามารถยุติความขัดแย้งในรัฐบาลได้ ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) และหลวงศุภชลาศัย จึงทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา โดยมีพ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อมา

               หลังการรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๗๖ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมจึงได้เดินทางกลับเข้าประเทศและมีการตั้งกรรมการขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมไม่ได้เลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ การรัฐประหาร ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ ช่วยให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกครั้งแต่เป็นที่สังเกตว่า เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมไม่ได้รับการรื้อฟื้นเพื่อนำกลับมาใช้อีกเลย โดยนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่เลือกใช้คือนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม 

               ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์ จึงต้องกล่าวถึงความผิดพลาดของตนในภายหลังว่า” เมื่อข้าพเจ้าร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจนั้น อายุเพียง ๓๒ ปี ยังขาดความเจนจัด นำทฤษฎีมาประยุกต์อย่างนักตำรา โดยไม่ได้นำความจริงในประเทศมาคำนึงด้วย แต่พอข้าพเจ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ” (พรภิรมณ์ เชียงกูล, ๒๕๕๑, หน้า๒๔)

 

บรรณานุกรม

เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  (๒๕๑๖).  ปฏิวัติ ๒๔๗๕.  กรุงเทพฯ: แพร่วิทยา.

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา.  (๒๕๒๗).  การแสวงหาระบบเศรษฐกิจใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย.ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์ (บก). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึงพ.ศ.๒๔๘๔. (หน้า ๕๕๑-๕๖๒).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

เฉลิมเกียรติ ผิวนวล.  (๒๕๒๙).  ความคิดทางการของของปรีดี พนมยงค์.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมล คีมทอง.

ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต.  (๒๕๓๒).  เอกสารการเมืองการปกครองไทย (พ.ศ.๒๔๑๗-๒๔๗๗).  กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ.  (๒๕๔๔).  ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ๒๔๗๕-๒๕๐๐.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์.

ณรงค์ พ่วงพิศ.  (๒๕๕๒).  ความเห็นของคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย พ.ศ.๒๔๗๖.  วารสารประวัติศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๒.  มกราคม-ธันวาคม, ๑-๔๑.

ณัฐพล ใจจริง.  (๒๕๕๔).  กำเนิดระบอบประชาธิปไตยแบบอำนาจจำกัด: ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไทย ๒๔๗๕-๒๔๙๐.  ฟ้าเดียวกัน.  ๙ (๑) มกราคม-มีนาคม : ๑๑๗-๑๓๗.

เดือน บุนนาค.  (๒๕๕๒).  ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโสผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก.  กรุงเทพฯ: สายธาร.

ทินพันธุ์ นาคะตะ.  (๒๕๕๕).  การเมืองไทย: ระบบที่ไม่มีสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหา.  กรุงเทพฯ: ปัญญาชน.

ทิพวรรณ บุญทวี.  (๒๕๒๘).  ความคิดทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์ ระยะเริ่มแรก (พ.ศ.๒๔๔๓-๒๔๗๗).วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์.  (๒๕๔๓).  ๒๔๗๕ และ ๑ ปี หลังการปฏิวัติ.  กรุงเทพฯ: เอดิสันเพรสโพรดักส์.

_______.  (๒๕๕๐).  ข้ออ้างการปฏิวัติ รัฐประหาร กบฏในเมืองไทยปัจจุบัน : บทวิเคราะห์และเอกสาร.กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.  (๒๕๕๐).  กรณี ร.๗ ทรงสละราชสมบัติ: การตีความและการสานต่อ ความหมายทางการเมือง. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

________.  (๒๕๕๓).  ความคิด ความรู้และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕.  กรุงเทพฯ: สถาบันสยามศึกษา สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.

นัยนา หงษ์ทองคำ.  (๒๕๒๐).  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะราษฎรวิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นิคม จารุมณี.  (๒๕๒๒).  ความขัดแย้งทางการเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ : กรณีกบฏบวรเดช. ใน ชัยอนันต์ สมุทวณิช และสุวดี เจริญพงศ์. (บรรณาธิการ).  การเมืองการปกครองไทยสมัยใหม่ : รวมงานวิจัยทางประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์.  (หน้า ๓๖๐-๔๑๒).  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์.  (๒๕๑๗).  รัฐสภาไทยในรอบสี่สอบสองปี (๒๔๗๕-๒๕๑๗). กรุงเทพฯ: ช.ชุมชนช่าง.

ปรีดี พนมยงค์.  (๒๕๕๒).  เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์).  กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.

ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริสเบเคอร์.  (๒๕๔๖).  เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ.  เชียงใหม่: ซิลวอร์ม.

ภูธร ภูมะธน.  (๒๕๒๐).  การศึกษาศาลพิเศษ พ.ศ.๒๔๗๘ และพ.ศ.๒๔๘๑.  วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พรภิรมณ์ เชียงกูล.  (๒๕๕๑).  พิเคราะห์แนวความคิดเชิงสังคมนิยมของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมหรือ นายปรีดี พนมยงค์.  วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.  ๓๓(๑): ๑๗-๒๖.

พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม.  (๒๕๓๕).  ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ เล่ม ๑.   กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

มนัส จรรยงค์.  (๒๕๓๑).  ฝันร้ายในชีวิตของข้าพเจ้า: บันทึกความทรงจำของพระยาสุรพันธเสนี.  กรุงเทพฯ: ประเสริฐวาทิน.

ไมตรี เด่นอุดม.  (๒๕๑๖).  โลกพระศรีอาริย์ของปรีดี พนมยงค์.  กรุงเทพฯ: กราฟิคอาร์ต.

ลิขิต ธีรเวคิน.  (๒๕๕๐).  วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วีณา มโนพิโมกษ์.  (๒๕๒๐).  ความขัดแย้งในคณะราษฎร. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา.  (๒๕๔๑).  ชีวิต แนวคิดและการต่อสู้ของ “นรินทร์กลึง” หรือ นรินทร์ภาษิต คนขวางโลก.  กรุงเทพฯ: มติชน.

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์.  (๒๕๔๙).  การเมืองการปกครองไทย: พ.ศ. ๑๗๖๒ – ๒๔๗๕.  กรุงเทพฯ: เสมาธรรม.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล.  (๒๕๔๔).  ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง.  กรุงเทพฯ: ๖ ตุลาคม รำลึก.

สิริ เปรมจิตต์.  (๒๕๑๖).  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงโต้แย้งเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์.  กรุงเทพฯ :เสาวภาค.

สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร.  (๒๕๓๙).  ประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.  (๒๕๔๐).  รวมคำแถลงนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่คณะแรกจนถึงคณะปัจจุบัน.  กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

เสทื้อน ศุภโสภณ.  (๒๕๓๕).  ชีวิตและการต่อสู้ของพระยาทรงสุรเดช. กรุงเทพฯ: ครีเอทีฟ พับลิชชิ่ง.

สุพจน์ ด่านตระกูล.  (๒๕๔๔).  พระปกเกล้าฯกับคณะราษฎร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.

อดิศร หมวกพิมาย และปิยฉัตร สินธุสะอาด.  (๒๕๕๒).  สภาพเศรษฐกิจไทยช่วง พ.ศ.๒๓๙๘ – ๒๕๐๐.  ใน เอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์ไทย.  หน้า ๑-๔๕. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

Thompson, Virginia.  (1967).  Thailand : The New Siam.  New York: Paragon Book Reprint Corporation.

Wilson, David A.  (1963).  Politics in Thailand.  New York : Cornell University Press.

Wyatt, David K.  (2003).  Thailand : A Short Story. Chiang Mai : Silkworm Books.