สมเด็จพระมหาธรรมราชากับการเสริมศักยภาพตัวเมืองอยุธยาด้านทิศตะวันออก

 บทคัดย่อ

               การเสวยราชสมบัติของสมเด็จพระมหาธรรมราชาภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ส่งผลให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาขาดเสถียรภาพในการปกครองบ้านเมือง อีกทั้งกรุงศรีอยุธยายังต้องเผชิญศึกพระยาละแวกที่ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาถึงสองครั้ง การที่กรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญสงครามอย่างต่อเนื่องทำให้รับรู้ว่าทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองบริเวณคูขื่อหน้า (แม่น้ำป่าสัก) เป็นจุดด้อยทางยุทธศาสตร์ การเสริมศักยภาพบริเวณจุดด้อยให้มีความมั่นคงแข็งแรงจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยหลังจากเสร็จศึกพระยาละแวก ใน พ.ศ.๒๑๑๘ สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงโปรดให้สร้างพระราชวังจันทร์ เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรในฐานะอุปราช (วังหน้า) การเสด็จลงมาประทับที่กรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้มีไพร่พลชาวเหนืออพยพตามเสด็จลงมาด้วยจำนวนมากทำให้กรุงศรีอยุธยามีความมั่นคงและกำลังพลมากขึ้น ภายหลังจากการสร้างพระราชวังจันทร์เสร็จสิ้นสมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงโปรดให้ทำการขุดขยายคูเมืองด้านตะวันออกหรือคูขื่อหน้าให้กว้าง ๑๐ วา ลึก ๓ วา และโปรดให้ทำการย้ายกำแพงเมืองและป้อมปราการไปให้ติดริมแม่น้ำ การดำเนินการดังกล่าวของสมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นการเสริมศักยภาพของตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาให้มีความมั่นคงแข็งแรง และพร้อมที่จะกลับมาเป็นเอกราชอีกครั้ง

คำสำคัญ : คูขื่อหน้า, สมเด็จพระมหาธรรมราชา, กรุงศรีอยุธยา,  การเสริมศักยภาพ

Abstract

               In the reign of King Maha Dhammaraja, his throne was under the (absolute) power of Hong Sawadee’s ruler, King Burengnong, resulting in the political unstability of Ayutthaya.  Ayutthaya was also facing with the Khmer’s invasions twice at that time.  As a result of these long term wars, the strategic weakness of the eastern moat, Khu Kheu Na (along the Pa Sak River), had been found and the mission in strengthening it was urgently needed.

               In 1575, after ending the war with Phraya La-Wak, King Maha Dhammaraja built the Chandra Palace as the Crown Prince’s residence of King Naresuan. When King Naresuan moved to Ayutthaya, a lot of people from the north followed him, increasing more stability and manpower for Ayutthaya.  After the Chandra Palace was established, King Maha Dhammaraja extended the eastern moat to 20 meters in width and 6 meters in depth and moved the city wall and fort to a riverside.

               This mission empowered Ayutthaya to be stronger and ready for proclaiming the full sovereignty in the near future.

Keywords : Khu Kheu Na, King Maha Dhramma Raja, Ayutthaya, Empowerment

บทนำ: เหตุการณ์ภายหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๑๑๒

               ภายหลังสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับหงสาวดีในปี พ.ศ.๒๑๑๒ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองทรงแต่งตั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยา โดยอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์หงสาวดี สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงขาดเสถียรภาพในการปกครองบ้านเมือง อีกทั้งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวกรุงศรีอยุธยาก็ประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังพลในการป้องกันบ้านเมือง เนื่องจากไพร่พลถูกกวาดต้อนไปยังหงสาวดี ปัญหาต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยายังไม่ทันคลี่คลายกรุงศรีอยุธยาก็ต้องเผชิญศึกใหญ่อีกครั้ง เมื่อพระยาละแวกยกทัพเข้ามาประชิดตัวเมืองอยุธยา โดยตั้งทัพบริเวณวัดสามวิหารซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ดังข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า (หลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ร.ศ.๑๒๖, หน้า ๑๕) ความว่า

 “ศักราช ๙๓๒ มะเมียศก พระยาละแวกยกพลมายังพระนครศรีอยุทธยา พระยาละแวกยืนช้างตำบลสามพิหาร แลได้รบพุ่งกันแลชาวในเมืองพระนคร
ยิงปืนออกไป ต้องพระยาจัมปาธิราชตายกับคอช้าง ครั้งนั้นเศิกพระยาละแวกเลิกทัพกลับคืนไป ในปีนั้นน้ำณกรุงพระนครศรีอยุทธยามาก.”

               ศึกระหว่างกรุงศรีอยุธยากับทัพพระยาละแวกเกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาเพียงปีเดียว และเมื่อพิจารณาการศึกในครั้งนี้กรุงศรีอยุธยาอยู่ในฐานะผู้ตั้งรับที่เสียเปรียบทั้งในเรื่องกำลังพลและความเสียหายของบ้านเมืองจึงคงยังไม่ได้รับซ่อมแซมให้สมบูรณ์ แต่ด้วยการวางแผนตั้งรับข้าศึกของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและการรวมตัวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวกรุงศรีอยุธยา ทำให้กรุงศรีอยุธยาสามารถต้านศึกพระยาละแวกไว้ได้ ถึงแม้พระยาละแวกจะยกทัพกลับไปแต่ชาวกรุงศรีอยุธยายังต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัย ปัญหาภัยแล้งและปัญหาไข้ทรพิษระบาดอย่างต่อเนื่องเป็นถึงเวลา ๔ ปี ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ส่งผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาพบกับปัญหาข้าวยากหมากแพง และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากเกิดความอดอยากซึ่งนำมาสู่การปล้นสะดมกันเอง

               ความสูญเสียและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติยังไม่ทุเลาเบาบางลง ชาวกรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญศึกพระยาละแวกที่ยกทัพมาประชิดกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ใน พ.ศ.๒๑๑๘ ดังข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ (กรมศิลปากร, ๒๕๑๔, หน้า ๑๒๘) ความว่า

“…พระยาละแวกยกทัพเรือขึ้นมาเข้าแฝงอยู่ข้างวัดพแนงเชิง,ให้แต่งเรืออันเป็นทัพหน้าประมาณสิบลำ,

เข้ามาปล้น ณ ตำบลนายไก่ ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ในหอราชคฤห์ตรงเกาะแก้ว,

แล้วท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายชุมนุมกันในที่นั่น, ครั้นเรือข้าศึกเกือบเข้ามา,

จึงวางปืนใหญ่ ณ ป้อมนายการต้องข้าศึกตายเป็นอันมาก…”

 

               เมื่อพิจารณาพื้นที่ในตั้งทัพเพื่อเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาของพระยาละแวกทั้ง ๒ ครั้ง พบว่าในครั้งแรกพระยาละแวกตั้งทัพบริเวณวัดสามวิหาร ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยพื้นที่ฝั่งตรงข้ามภายในตัวเมืองเป็นพื้นที่โล่งนอกกำแพงเมือง การตั้งทัพบริเวณวัดสามวิหารจึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ส่วนครั้งที่ ๒ พระยาละแวกตั้งทัพอยู่บริเวณวัดพนัญเชิงซึ่งอยู่บริเวณทิศใต้นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เพื่อเข้าปล้นพื้นที่บริเวณตำบลนายก่าย (นายไก่) ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงศรีอยุธยา การเข้าตีกรุงศรีอยุธยาของพระยาละแวกทั้ง ๒ ครั้ง จึงมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันแต่เน้นเข้าตีทางด้านทิศตะวันออกบริเวณแนวลำคูขื่อหน้าเหมือนกัน การยกทัพเข้ามาถึงตัวเมืองอยุธยาของพระยาละแวกทั้ง ๒ ครั้ง จึงเป็นการซ้ำเติมความสูญเสียให้กับชาวกรุงศรีอยุธยา แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในการวางแผนและการบัญชาการรบด้วยพระองค์เองจึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารและชาวกรุงศรีอยุธยาให้พร้อมต่อสู้จนทัพพระยาละแวกต้องถอยทัพกลับไป

               ภายหลังจากศึกพระยาละแวกใน พ.ศ.๒๑๑๘ แล้วกรุงศรีอยุธยายังคงต้องทำศึกอีกหลายครั้งแต่ไม่มีศึกครั้งใดที่ข้าศึกยกทัพมาประชิดถึงกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงทรงใช้ช่วงเวลาที่การศึกเบาบางลงพัฒนาและปรับปรุงตัวเมืองอยุธยาให้มีความมั่นคงแข็งแรงพร้อมรับข้าศึกที่จะยกทัพเข้ามาประชิดตัวเมืองอยุธยาในอนาคต

การเสริมศักยภาพตัวเมืองอยุธยาด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้า

               การที่ทัพหงสาวดียกทัพมายังกรุงศรีอยุธยาและเลือกพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้าในการเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา จนเป็นเหตุให้กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดี ใน พ.ศ. ๒๑๑๒ และภายหลังจากการสูญเสียเอกราชกรุงศรีอยุธยายังต้องเผชิญกับศึกพระยาละแวกที่ยกทัพเข้ามาประชิดกรุงศรีอยุธยาอีก ๒ ครั้ง โดยทั้ง ๒ ครั้งทัพพระยาละแวกเลือกพื้นที่เข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้าเช่นเดียวกับทัพของหงสาวดี การเลือกทำเลในการเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาของทัพข้าศึกทั้ง ๒ ทัพ เป็นการอธิบายให้เห็นข้อบกพร่องที่เป็นจุดด้อยทางยุทธศาสตร์ของตัวเมืองอยุธยาได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือข้าศึกและเสริมศักยภาพให้กรุงศรีอยุธยามีความมั่นคงแข็งแรง สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงทรงดำเนินการพัฒนาพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองอยุธยาบริเวณคูขื่อหน้าอย่างเร่งด่วนภายหลังจากการศึกเบาบางลง โดยพระองค์ทรงดำเนินการดังนี้

               ๑. การสร้างพระราชวังที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรบริเวณเพนียดเก่าใต้ทำนบรอ

               จากเหตุการณ์ที่กรุงศรีอยุธยาต้องรับศึกพระยาละแวกที่ยกทัพเข้ามาประชิดกรุงทางด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้าถึง ๒ ครั้งหลังจากการตกเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีไม่ใช่เพียงเพราะการขาดเสถียรภาพหรือขาดกำลังพลเท่านั้น แต่เนื่องจากข้าศึกเองก็รับรู้เกี่ยวกับจุดด้อยทางด้านยุทธศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา แม้สงครามทั้ง ๒ ครั้งกรุงศรีอยุธยาจะได้รับชัยชนะเหนือทัพละแวก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากรุงศรีอยุธยาจะสามารถตั้งรับข้าศึกได้ทุกครั้ง ดังนั้นเมื่อเสร็จศึกพระยาละแวกใน พ.ศ. ๒๑๑๘ กรุงศรีอยุธยาจึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงจุดด้อยทางยุทธศาสตร์เพื่อพร้อมรับศึกที่อาจจะเกิดขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาอีกในอนาคต

               เมื่อพิจารณาทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองอยุธยาพบว่าพื้นที่บริเวณนี้ติดกับคูขื่อหน้าซึ่งเป็นคูน้ำแคบๆ จึงเป็นเหตุให้ข้าศึกเลือกพื้นที่บริเวณนี้เข้าตีกรุงศรีอยุธยา นอกจากความแคบของคูขื่อหน้าแล้วพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือใต้ทำนบรอก็ยังเป็นพื้นที่โล่งกว้างนอกกำแพงเมือง พื้นที่บริเวณนี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งของเพนียดคล้องช้างซึ่งถูกรื้อถอนออกไปในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อรื้อเพนียดแล้วเสร็จกรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญกับศึกหงสาวดีและศึกพระยาละแวกพื้นที่บริเวณนี้จึงถูกทิ้งร้างให้เป็นพื้นที่โล่งกว้าง ที่สำคัญพื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำป่าสักซึ่งเป็นแหล่งชุมชนที่มีผู้คนสัญจรและเป็นเส้นทางจากหัวเมืองฝ่ายเหนือลงมายังกรุงศรีอยุธยา พื้นที่บริเวณนี้จึงควรได้รับการพัฒนาและใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ การเลือกพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือใต้ทำนบรอสร้างวังที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรจึงเป็นการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมทั้งยังเป็นการเสริมศักยภาพให้ตัวเมืองอยุธยามีความเข้มแข็งทั้งด้านยุทธศาสตร์และกายภาพมากขึ้น
เมื่อสร้างวังเสร็จสมเด็จพระนเรศวรลงมาประทับภายในวังแห่งนี้ในฐานะ “อุปราช”การเสด็จลงมาประทับ ณ กรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระนเรศวรส่งผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาเกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของทั้งตนเองและบ้านเมืองมากขึ้น การเสด็จลงมากรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้มีไพร่พลจากพิษณุโลกอพยพลงมายังกรุงศรีอยุธยาด้วย ทำให้จำนวนประชากรของกรุงศรีอยุธยามีจำนวนมากขึ้นและทำให้เสถียรภาพของกรุงศรีอยุธยามีความมั่นคงมากกว่าช่วงเสียกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ.๒๑๑๒ ที่สำคัญชาวเหนือกลุ่มนี้เรียกชื่อพระราชวังใหม่ของสมเด็จพระนเรศวรที่กรุงศรีอยุธยาว่า “วังจันทน์” ตามชื่อพระราชวังที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรที่พิษณุโลก

               ๒. การขุดขยายคูเมืองทางด้านทิศตะวันออก

               การสร้างวังใหม่ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นในการเสริมสร้างศักยภาพของกรุงศรีอยุธยาในพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้ามีความมั่นคงแข็งแรงขึ้นประกอบกับการที่มีคนหัวเมืองทางเหนืออพยพลงกรุงศรีอยุธยาจำนวนมากทำให้กรุงศรีอยุธยามีกำลังพลมากขึ้นด้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาจุดด้อยทางด้านภูมิศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ภายหลังจากการสร้างวังใหม่เสร็จแล้ว ๓ ปีสมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงทรงโปรดให้ทำการขุดขยายคูขื่อหน้า ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ (กรมศิลปากร, ๒๕๑๔, หน้า ๑๓๐) ความว่า

“ลุศักราช ๙๒๔ ปีจอ จัตวาศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งพระนคร. ให้ขุดคูขื่อหน้า.
ฝ่ายทิศบูรพ์ป้อมมหาชัยวังหน้าลงไปบรรจบบางกะจะ.

กว้างสิบวาลึกสามวา, แล้วให้ยกกำแพงไปตั้งริมน้ำ ขอบนอกพระนครบรรจบป้อมมหาชัย,
แต่ป้อมมหาชัยลงไปบรรจบป้อมเพชร”

               สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงโปรดให้ทำการขุดขยายคูขื่อหน้าตลอดทั้งแนวตั้งแต่บริเวณหัวรอที่ป้อมมหาชัยไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณน้ำวนบางกะจะที่ป้อมเพชร สันนิษฐานว่าการขุดขยายคูขื่อหน้าครั้งนี้เป็นการขุดตามแนวตลิ่งทั้ง ๒ ฝั่ง ให้มีขนาดกว้าง ๑๐ วา ลึก ๓ วา หรือ กว้าง ๒๐ เมตร ลึก ๖ เมตร โดยฝั่งตัวเมืองยึดตามแนวกำแพงเมือง ซึ่งภายหลังจากการขุดขยายคูขื่อหน้าพื้นที่ระหว่างแนวกำแพงเมืองกับคูขื่อหน้ามีพื้นที่เหลือไม่มากนักคงใช้เป็นชานสำหรับทหารยืนประจำการเท่านั้น สังเกตได้จากย่านการค้าด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองอยุธยาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองทั้งสิ้น

               ๓. การย้ายกำแพงเมืองและป้อมปราการ

               การพัฒนากรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระมหาธรรมราชา เป็นการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยมีการวางแผนในการดำเนินงานล่วงหน้า โดยเริ่มจากการขุดขยายคูเมืองด้านทิศตะวันออกหรือคูขื่อหน้า แล้วจึงโปรดให้ทำการย้ายกำแพงเมืองให้ออกมาชิดริมแม่น้ำ ดังปรากฏข้อมูลในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ร.ศ.๑๒๖, หน้า๑๖) ความว่า “ศักราช ๙๔๒ มโรงศก รื้อกำแพงกรุงพระนครออกไปตั้งเถิงริมแม่น้ำ”

               การย้ายกำแพงเมืองทำควบคู่กับการย้ายป้อมปราการ การดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นการสร้างความมั่นคงทางกายภาพที่ชัดเจน เมื่อพิจารณาแนวกำแพงเมืองก่อนที่จะทำการย้าย แนวกำแพงเมืองยุคแรกเป็นกำแพงดิน และก่อเป็นกำแพงอิฐในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ดังปรากฏข้อมูลในตำนานกรุงเก่า (พระยาโบราณราชธานินทร์,๒๕๔๑, หน้า ๒๔) เรื่องการขยายกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกของพระยาโบราณราชธานินทร์ที่ได้อธิบายไว้ว่า

“กำแพงดินก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ด้านเหนือตั้งแต่หน้าพระราชวัง คงจะไปตามแนวถนนป่ามะพร้าว แล้วไปเลี้ยวที่มุมใต้ประตูหอรัตนชัย

วกลงไปข้างในห่างจากถนนรอบกรุงเดี๋ยวนี้ถึงป้อมเพ็ชร แต่ป้อมเพ็ชรมาตามทางริมน้ำ ทิศใต้ ทิศตะวันตกบรรจบทิศเหนือ จดคลองท่อ ที่ซึ่งเป็นวังจันทร์เกษมเดี๋ยวนี้ อยู่นอกพระนคร…”

 

ภาพที่ 1 แผนที่กรุงศรีอยุธยา

          ภาพที่ ๑ แผนที่กรุงศรีอยุธยาเขียนโดย เอนเยลเบิร์ตแกมป์เฟอร์ ชาวเยอรมัน
เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๓ ตรงกับต้นรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา

ที่มา : ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช, ๒๕๔๙, หน้า ๘๘.

 

               เมื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวพบว่า พื้นที่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือบริเวณแนวถนนป่ามะพร้าวมาบรรจบมุมประตูหอรัตนชัย เดิมเป็นที่ตั้งของเพนียดเก่าหรือตำแหน่งที่สร้างวังใหม่ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ส่วนแนวกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันออกตั้งแต่ประตูหอรัตนชัยจนถึงป้อมเพชร สันนิษฐานว่า “แนวกำแพงนี้คงเป็นแนวกำแพงเมืองเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ซึ่งต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเปลี่ยนเป็นกำแพงอิฐ” เนื่องจากในสมัยพระองค์ “มีศึกเข้ามาประชิดล้อมพระนครและมีการใช้อาวุธปืนใหญ่ซึ่งนำมาเผยแพร่โดยชาวโปรตุเกส เป็นเหตุให้ต้องสร้างกำแพงพระนครให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น” (กรมศิลปากร, ๒๕๔๕, หน้า ๒๕)

               การย้ายกำแพงเมืองในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นการย้ายกำแพงเมืองด้านทิศเหนือจากแนวถนนป่ามะพร้าวให้ออกไปชิดริมแม่น้ำ โดยเชื่อมแนวกำแพงเมืองใหม่ตรงบริเวณป้อมประตูข้าวเปลือก แล้วอ้อมขึ้นไปบริเวณใต้ทำนบรอตรงบริเวณป้อมมหาชัยและไปเชื่อมแนวกำแพงเมืองเดิมที่ป้อมหอรัตนชัย การย้ายแนวกำแพงเมืองให้ชิดริมแม่น้ำยังส่งผลให้พื้นที่บริเวณพระราชวังใหม่เข้ามาอยู่ภายในกำแพงเมือง

 

ภาพที่ 2 อธิบายแนวกำแพงเมือง

ภาพที่ ๒ อธิบายแนวกำแพงเมือง โดยใช้ภาพลายเส้นแผนที่เกาะเมืองอยุธยามาประกอบเนื้อหาการอธิบาย

 

สัญลักษณ์ แนวกำแพงเมืองเดิมก่อนทำการย้ายแนวไปชิดริมแม่น้ำ

แนวกำแพงเมืองใหม่ที่ย้ายออกไปให้ชิดริมแม่น้ำในสมเด็จพระมหาธรรมราชา

 

               การสร้างกำแพงเมืองให้ชิดริมแม่น้ำในครั้งนี้ทำพร้อมกับการสร้างป้อมมหาไชยซึ่งตั้งอยู่บริเวณทำนบรอเหนือพระราชวังใหม่ ส่วนแนวกำแพงเมืองและป้อมปราการทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองคงเป็นการซ่อมแซมครั้งใหญ่ให้แข็งแรงและสมบูรณ์กว่าเดิม การย้ายกำแพงเมืองและการสร้างป้อมปราการของสมเด็จพระมหาธรรมราชาตรงบริเวณทำนบรอ ส่งผลทำให้ตัวเมืองอยุธยามีความมั่นคงแข็งแรงกว่าช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ในปี ๒๑๑๒

บทสรุป

               ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับหงสาวดี ในปี ๒๑๑๒ เพียง ๑ ปี กรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญกับศึกพระยาละแวกรวมถึงอุทกภัย ภัยแล้งและโรคระบาดที่เกิดขึ้นติดต่อกันถึง ๕ ปี และในปี ๒๑๑๘ ยังต้องเผชิญศึกพระยาละแวก ที่ยกมาประชิดกรุงอีกครั้ง ดังนั้นเมื่อศึกสงครามเบาบางลงสมเด็จพระมหาธรรมราชาต้องพัฒนาปรับปรุงบ้านเมืองให้มีความมั่นคงแข็งแรงขึ้นทั้งทางด้านภูมิศาสตร์และด้านกายภาพ โดยทรงโปรดให้สร้างพระราชวังจันทน์ตรงบริเวณพื้นที่เพนียดเก่าทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองอยุธยา เพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรในฐานะอุปราช นับเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านยุทธศาสตร์ให้กับตัวเมืองอยุธยา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงเสด็จจากเมืองพิษณุโลกมาประทับที่วังจันทน์ มีการอพยพชาวเหนือลงมายังกรุงศรีอยุธยา ทำให้กรุงศรีอยุธยามีกำลังพลมากขึ้น ดังนั้นภายหลังจากการสร้างวังใหม่เสร็จ ๓ ปีจึงโปรดให้ทำการขุดขยายเมืองด้านตะวันออกหรือคูขื่อหน้าให้กว้าง ๑๐ วา ลึก ๓ วา และทำการย้ายกำแพงเมืองและป้อมปราการไปให้ติดริมแม่น้ำ การดำเนินการดังกล่าวของสมเด็จพระมหาธรรมราชาเป็นการเสริมศักยภาพให้ตัวเมืองอยุธยามีความแข็งแรงมากขึ้นโดยเฉพาะตัวเมืองด้านทิศตะวันออกบริเวณคูขื่อหน้า ซึ่งเป็นจุดด้อยทางยุทธศาสตร์

บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.  (๒๕๔๕).  กำแพงเมือง ป้อม ประตู สมัยโบราณกรุงศรีอยุธยา.  กรุงเทพฯ: บริษัท ประชาชน จำกัด .

กรมศิลปากร.  (๒๕๑๔).  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน.  พระนคร: โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม .

ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช.  (๒๕๔๙). กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

ประเสริฐอักษรนิติ์, หลวง.  (ร.ศ.๑๒๖).  พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. พระนคร: โรงพิมพ์ไทย.

พระยาโบราณราชธานินทร์.  (๒๕๔๑).  รวมเรื่องกรุงเก่า ของ พระยาโบราณราชธานินทร์.  กรุงเทพฯ.

ราชบัณฑิตยสถาน.  (๒๕๔๖).  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒.  กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.