เครื่องประดับมุก

               งานประดับมุก เป็นงานช่างอีกแขนงหนึ่งที่อาศัยฝีมือและความละเอียดอ่อนโดยการนำเอาเปลือกหอยบางชนิดที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือมีความแวววาว สามารถสะท้อนแสงแล้วเกิดเป็นสีเหลือบเรืองรองต่างๆคล้ายสีรุ้ง คุณลักษณะของเปลือกหอยเช่นนี้ภาษาช่างเรียกว่า “มีไฟดี” และที่งานประดับมุกสามารถใช้ประดับตกแต่งพื้นผิวของชิ้นงานได้หลายลักษณะ เช่น ประตูหน้าต่างของพระอุโบสถ วิหาร และพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง หรือประดับตกแต่งภาชนะใช้สอย เช่น พานตะลุ่ม เตียบ โต๊ะ ตู้ เตียง เป็นต้น

               แต่เดิมการประดับมุกมักใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนาเป็นส่วนใหญ่ จากหลักฐานทางโบราณคดี สันนิษฐานว่า งานประดับมุกที่เก่าแก่ที่สุดคงเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลักฐานเก่าแก่ที่สุดคือตู้พระไตรปิฎกประดับมุก ปัจจุบันเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ บานประตูมุกสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ )ได้แก่ บานประตูพระวิหารวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก และบานประตูพระวิหารวัดบรมพุทธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

               สมัยรัตนโกสินทร์ มีการสร้างงานประดับมุกตั้งแต่ ตอนต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมีการสร้างผลงานประดับมุกสืบเนื่องต่อมา ดังมีผลงานประดับมุกของช่างตกทอดมาถึงทุกวันนี้ได้แก่ บานประตูพระอุโบสถ และบานประตูพระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บานประตูพระมณฑปพระพุทธบาทสระบุรี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ บานประตูพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในรัชกาลที่ ๓ บานประตูพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สร้างในรัชกาลที่ ๕ เป็นต้น

               ผลงานประดับมุกของครูช่างโบราณยังมีอีกมากมาย ตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นผลงานชิ้นสำคัญบางส่วนซึ่งทรงคุณค่ายิ่ง ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเพื่อความภาคภูมิใจในศิลปกรรมของชาติแขนงนี้ต่อไป

ความสำคัญในสกุลช่าง

               สำหรับการทำเครื่องประดับมุกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแหล่งทำอยู่ในอำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา บริเวณวัดใหญ่ชัยมงคลที่หนึ่ง และผลิตในอำเภอนครหลวง ตำบลหนองปลิงอีกที่หนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้ได้นำเสนอความสำคัญของสกุลช่างประดับมุกตำบลหนองปลิง อำเภอนครหลวง ซึ่งได้รวมกลุ่มกันทำเครื่องประดับมุกจนเป็นผลิตภัณฑ์ประจำตำบลที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักในอำเภอนครหลวง

               การทำเครื่องประดับมุกของตำบลหนองปลิง ริเริ่มมาแล้วกว่า ๓๐ ปี โดยผู้ที่นำความรู้ทางด้านการทำเครื่องประดับมุกมาเผยแพร่ได้แก่ คุณพ่อ มานพ จันยะนัย ปัจจุบันอายุ ๕๓ ปีจบการศึกษาระดับ ป.๔ หลังจากนั้นได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนา พออายุ ๒๐ ปี ท่านก็เข้ากรุงเทพไปหางานทำ ในระยะแรกท่านเป็นลูกจ้างทั่วไป จนกระทั่งเข้ามาทำงานประดับมุกกับครูช่างซึ่งอายุมากแล้ว ครูเป็นผู้ฝึกสอนการทำเครื่องประดับมุกให้กับคุณมานพ จันยะนัย มาโดยตลอด เป็นระยะหลายปี

               จนกระทั่งวันหนึ่งครูช่างชราภาพมากแล้วทำงานไม่ไหว คุณมานพจึงได้เดินทางกลับมาสู่ตำบลหนองปลิง และนำความรู้ที่ได้รับมาเผยแพร่ให้กับคนในครอบครัว ซึ่งในระยะแรกการทำเครื่องประดับมุกเริ่มจากในเครือญาติ ทำกันประมาณ ๑๐ คน

               ต่อมาเริ่มมีการกระจายงานสู่พี่น้อง เพื่อนบ้าน ในชุมชนตำบลหนองปลิงจนเกิดการรวมกลุ่มทำเครื่องประดับมุกขึ้น ปัจจุบันมีสามาชิกร่วมทำเครื่องประดับมุก ประมาณ ๓๐ คน บางคนทำเป็นอาชีพหลัก บางคนทำเป็นอาชีพเสริมในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการเกษตร ปัจจุบัน คุณ ศตพร จันยะนัย บุตรชายคนที่ ๒ ของ คุณพ่อ มานพ เป็นผู้สืบทอดงานด้านการทำเครื่องประดับมุก และเป็นผู้บริหารจัดการอย่างเต็มที่ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา เพราะถือเป็นอาชีพหลักของครอบครัว ด้วยความภูมิใจที่ได้สืบทอดศิลปะด้านนี้ให้คงอยู่ต่อไป

               การทำเครื่องประดับมุขของตำบลหนองปลิงได้เข้าร่วมโครงการ OTOP หนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล โดยที่เครื่องประดับมุกของตำบลหนองปลิงเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ ๓ ดาว ส่วนใหญ่จะส่งผลิตภัณฑ์ประดับมุกขายในตลาดอรัญญิก ซึ่งเป็นตลาดที่มีชื่อในด้านการขายมีด การทำเครื่องประดับมุกของที่นี่จึงเป็นฐานวางมีดประมุก และด้ามมีดประมุกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมียอดผลิตจำนวนมากๆ ฉะนั้นการทำเครื่องประดับมุกซึ่งเป็นเหมือนงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม

               ครั้งหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของชาวตำบลหนองปลิงที่ได้ร่วมทำเคี่ยวเกี่ยวข้าวประดับมุก ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชและได้ทำด้ามมีดดาบประดับมุกถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระราชินี

Image

ภาชนะเครื่องใช้ที่นิยมประดับตกแต่งด้วยลายประดับมุก 

               นอกจากจะนิยมประดับมุกที่บานประตู บานหน้าต่างของพระอุโบสถหรือพระวิหารแล้ว คนไทยยังนิยมการประดับมุกที่ภาชนะเครื่องใช้สอยอีกด้วย โดยเฉพาะภาชนะเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยของพระภิกษุสงฆ์มักนิยมกันเป็นพิเศษ แต่ภาชนะเครื่องใช้ของชนชั้นสูงหรือขุนนางในสังคมไทยก็นิยมการประดับมุกด้วยเช่นกัน ภาชนะเครื่องใช้ที่นิยมประดับตกแต่งด้วยลายประดับมุกนั้น อาจแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๔ ประเภทดังนี้
๑. ประเภทพาน ซึ่งมีรูปทรงต่าง ๆ เช่น พานแปดเหลี่ยม พานกลม ปละพานกลีบบัว พานจ่าง ๆ นี้มักใช้สำหรับใส่ของถวายพระ หรือใส่ของอื่น ๆ พานต่าง ๆ พวกนี้ อาจแยกประเภทย่อยออกไปอีกตามรูปทรง และประโยชน์การใช้สอยตามประเพณีวัฒนธรรมแบบไทย คือ
๑.๑ ตะลุ่ม มีลักษณะคล้ายพานเชิง แต่ขอบปากคุ้มเข้า ซึ่งขอบปากนี้มีทั้งกลม สิบเหลี่ยม หรือสิบสองเหลี่ยม ตะลุ่มนี้นิยมทำเป็นเถา ซึ่งจะมีเถาละกี่ใบไม่กำหนด ในเถาหนึ่งนั้นประกอบด้วยตะลุ่มใบใหญ่สุด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔๐ เซนติเมตร แล้วมีขนาดเล็กไล่ลงไปจนใบเล็กสุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๗ เซนติเมตร ตะลุ่มนี้นิยมใช้ใส่ของถวายพระ เช่น ใส่สำรับอาหาร ผ้าไตร ดอกไม้ ธูป เทียน ฯลฯ ถ้าเป็นตะลุ่มใบเล็ก อาจใช้ใส่หมากพลู
๑.๒ พานแว่นฟ้า เป็นพานซ้อนกัน ๒ ชั้น ประกอบด้วยพานรอง เป็นพานสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดใหญ่ ใช้รองรับพานทรงสูงสี่เหลี่ยมย่อมุมเช่นกัน พานแว่นฟ้านี้มักมีประจำอยู่ตามวัดใช้สำหรับใส่ผ้าไตรถวายพระในงานบวชนาคหรืองานทอดกฐิน โดยทั่วไปเป็นพาน ๒ ชั้น ประดับกระจกนำมาใช้ประดับมุกก็มีบ้าง
๑.๓ เตียบ มีลักษณะคล้ายพานเชิง มีฝาเป็นกรวยแหลมครอบ ใช้บรรจุสำรับอาหารถวายพระ

๒. ประเภทกล่อง มีหลายแบบและชื่อที่ใช้เรียกก็แตกต่างกันออกไปตามประโยชน์ใช้สอยเช่น ลุ้ง เจียด หีบ และกล่อง
๒.๑ ลุ้ง เป็นกล่องกลมมีฝาปิด มีทั้งทรงสูงและทรงเตี้ย ให้เป็นภาชนะบรรจุอาหารแห้งเรียกว่า “ลุ้งอาหาร” บางทีใช้เป็นกล่องเก็บผ้าที่อบร่ำแล้ว มีลุ้งอยู่ประเภทหนึ่งลักษณะคล้ายพานเชิงมีฝาเป็นกรวยแหลมครอบ ใช้เป็นกล่องใส่หมวก
๒.๒ เจียด มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิดและมีฐานสูง แต่เดิมเจียดนี้พระมหากษัตริย์จะพระราชทานแก่ขุนนางหรือพระราชาคณะ แต่ต่อมาจะใช้เป็นกล่องสำหรับบรรจุผ้าที่อบร่ำแล้ว หรือเสื้อผ้าเครื่องแบบของขุนนางสำหรับเปลี่ยนในวังก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
๒.๓ หีบยา เป็นกล่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีฝาปิด ภายในยังมีกล่องเล็กใช้สำหรับเก็บแยกยาที่ต่างชนิด มิให้ปะปนกัน หีบยานี้จะมีอยู่ประจำตามบ้าน หรือเป็นหีบยาของแพทย์แผนโบราณของไทย
๒.๔ หีบบุหรี่ เป็นกล่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ใช้ใส่บุหรี่ ยาเส้น หรือยาฉุน มักจะมีขนาดเล็กกว่าหีบยา
๒.๕ หีบหมาก เป็นกล่องสำหรับใส่เครื่องกินหมาก อาจจะมีลักษณะคล้ายกับหีบยาแต่บางครั้งก็เป็นกล่องกลม ทางภาคเหนือจะเรียกว่า “แอบหมาก”

๓. เครื่องใช้สำหรับพระสงฆ์ ส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยลายประดับมุก เช่น ฝาบาตร เชิงบาตร พัดยศและพัดรองที่ทำด้วยด้ามประดับมุก
๓.๑ ฝาบาตร นอกจากจะทำลายประดับมุกเป็นลวดลายไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานฝาบาตรประดับมุก มีตราประจำรัชกาลแก่พระราชาคณะในคราวพระราชพิธีราชาภิเษก เมื่อ จ.ศ. ๑๒๓๕ (พ.ศ. ๒๔๑๖)
๓.๒ เชิงบาตร ใช้เป็นฐานวางบาตร

๔. ประเภทถาด คือ กระบะ ถาด และ กี๋
ในชีวิตประจำวันของไทยนั้น ถาดสำหรับใส่ของจะมีประเภทและรูปร่างต่าง ๆ ชื่อเรียกก็จะต่างกันออกไปด้วยตามประโยชน์ใช้สอย แต่เนื่องจากถาดของไทยนั้นมักจะทำขอบสูงขึ้นมา จึงมักจะเรียกว่า “กระบะ” ซึ่งมีทั้งกระบะกลม กระบะแปดเหลี่ยม กระบะสี่เหลี่ยมลบมุม กระบะต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าใช้ใส่เครื่องบูชาเป็นพุทธบูชา จึงเรียกว่า “กระบะบูชา” ถ้าใช้ใส่เครื่องสำหรับกินหมากก็เรียกว่า “กระบะหมาก” แต่บางครั้งกระบะรูปทรงต่าง ๆ นี้มีฐานหรือขาที่ใช้ใส่เครื่องบูชาก็ยังคงเรียกว่ากระบะบูชา แต่ถ้ากระบะที่มีฐานหรือขานี้จะใช้เป็นกี๋รองชุดชา
ถาดกลมมีขอบสูงเพียงเล็กน้อยใช้รองขันโอเป็นขันขนาดใหญ่ ใช้สำหรับใส่เครื่องบูชาติดกัณฑ์เทศน์ถวายพระ ในเทศกาลเทศน์มหาชาติ แต่ถ้าเป็นขันมีเชิง มีขนาดเล็กกว่า ขันโอ เรียกว่า “ขันเหม” ใช้สำหรับปักแว่นเวียนเทียน